หน้าหลัก
ประวัติอโรคยาศาล
วัตถุประสงค์
ทำเนียบหมอพื้นบ้านชัยภูมิ
ทำเนียบอโรคยาศาล
แพทย์แผนไทย(โบราณ)
แพทย์แผนจีน
ตำรับยาสมุนไพรจีน
ตำรับยาสมุนไพรไทย
บทความ
ดาวน์โหลดเอกสาร
ตารางกิจกรรม
สื่อนำเสนอ
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระดานสนทนา
การเดินทาง
ติดต่อนิมนต์
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
สมัครสมาชิก |  ลืมรหัสผ่าน
พิธีไหว้ครูแพทย์แผนไทย จีน หมอพื้นบ้าน ๒๕๕๗
เดินป่าตามหาไคร้เครือ
หน่วยฝังเข็มอาสา ครั้งที่ ๒
หน่วยฝังเข็มอาสา อโรคยาศาล
เดินป่าศึกษาต้นยา ตอนที่ ๑
กำลังออนไลน์11คน
ผู้ชมวันนี้205คน
ผู้ชมเมื่อวาน361คน
ผู้ชมเดือนนี้566คน
ผู้ชมเดือนก่อน8228คน
ผู้ชมทั้งสิ้น208797คน




 

 

   แพทย์แผนไทย(โบราณ)
พระคัมภีร์โรคนิทาน

พระคัมภีร์โรคนิทาน

ความนำ

"โรคนิทาน" แปลว่า เหตุที่เกิดโรค พระคัมภีร์โรคนิทาน เป็นชื่อของพระคัมภีร์ที่ว่าด้วยเหตุและสมุฏฐานของโรค เป็นอีกพระคัมภีร์หนึ่งที่ออกนามว่าโกมารภัจแพทย์ เป็นผู้แต่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นการกล่าวยกย่องโกมารภัจในฐานะเป็นครูทางการแพทย์แผนไทยคนหนึ่ง

พระคัมภีร์โรคนิทานเล่มนี้ปรากฏชื่ออยู่ใน "ตำราพระโอสถพระนารายณ์" ซึ่งเป็นตำรายาที่รวบรวมขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑)

"ตำราพระโอสถพระนารายณ์" เป็นตำรายาซึ่งกล่าวถึงหมอปรุงยาหรือหมอทางเภสัช จำนวน ๙ คน ประกอบด้วย หมอไทย ๕ คน (หมอไทย ได้แก่ หมอหลวง ๔ คน หมอเชลยศักดิ์หรือหมอเอกชน ๑ คน) หมอต่างชาติ ๔ คน (ได้แก่ หมอจีน ๑ คน หมออินเดีย ๑ คน และหมอฝรั่ง ๒ คน) แม้ว่าจะมีหมอชาวต่างประเทศถึง ๔ คน แต่แนวทางการรักษา การวินิจฉัยโรค และการปรุงยายังเป็นปรัชญาการแพทย์แผนไทยอยู่มาก

พิจารณาจากการวินิจฉัยโรคนั้น "ตำราพระโอสถพระนารายณ์" เชื่อว่าร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน (ปถวีธาตุ)ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) ธาตุไฟ (เตโชธาตุ) และธาตุลม (วาโยธาตุ) โดยมีความเชื่อว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยเกิดจากสมุฏฐาน ๔ ประการที่ขาดสมดุลกัน อันได้แก่ หนึ่ง-ธาตุทั้ง ๔ ขาดความสมดุล สอง-ฤดูเดือนเป็นตัวกำหนด สาม-อายุ และสี่-อิทธิพลของสุริยจักรวาลหรือความเป็นไปในรอบ ๑ วัน ๑ เดือนและ ๑ ปี ส่วนการรักษานั้นให้ดำเนินตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ให้รู้จักสรรพคุณยา คือ สมุนไพร และรู้จักรสยาทั้ง ๙ รส

สมุฏฐานของโรคใน "ตำราพระโอสถพระนารายณ์" นั้น อ่านรายละเอียดได้จากพระคัมภีร์โรคนิทาน ซึ่งเป็นตำรายาที่รู้จักกันแพร่หลายมาแต่สมัยอยุธยาแล้ว

เมอร์ซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ (de la Lubere) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาเมืองไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวถึงตำราการแพทย์แผนไทยในสมัยนั้นว่า การปรุงยาเป็นการปรุงตามตำรับที่ปู่ย่าตายายสั่งสอนกันมา เน้นเป็นพิเศษในเรื่องอาการเฉพาะโรคแต่ละโรค แม้ลาลูแบร์จะไม่เข้าใจในปรัชญาการแพทย์แผนไทย แต่ก็กล่าวว่าการรักษาตามแบบแพทย์แผนไทยนั้น สามารถบำบัดโรคให้หายมิใช่น้อย

พระคัมภีร์โรคนิทาน ปรากฏเป็นหลักฐานอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ชำระตำราการแพทย์แผนไทยเรียกว่า "เวชศาสตร์ฉบับหลวง" ขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๑๓ ซึ่งปรากฏชื่อของ พระคัมภีร์โรคนิทาน อยู่ใน "เวชศาสตร์ฉบับหลวง" ด้วย

การชำระใน พ.ศ.๒๔๑๓ เป็นฉบับลายมือเขียนบนสมุดไทย ซึ่งได้จัดพิมพ์เป็นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๓๔ และต่อมาได้มีการจัดพิมพ์ร่วมกับคัมภีร์อื่นๆ อีกหลายครั้ง เช่นใน "แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์" และ "เวชศาสตร์วรรณนา" เป็นต้น ทำให้พระคัมภีร์โรคนิทานแพร่หลายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน





พระคัมภีร์โรคนิทาน

(อหํ) อันว่าข้า (ชิวกโกมารพัจ์โจ) ผู้มีนามโกมารพัจแพทย์ (อภิวัน์ทิต๎วา) ถวายนมัสการแล้ว (พุท์ธคุณํ) ซึ่งคุณแก้ว ๓ ประการ มีพระพุทธรัตนะเปนต้น (เสฏ์ฐํ) ประเสริฐโดยวิริยะยิ่งนัก (เทวิน์ทํ) ย่อมเปนที่นมัสการของเทพยดาทั้งหลาย (กิต์ตยิส์สามิ) จักตกแต่งไว้ (คัน์ถํ) ซึ่งคัมภีร์แพทย์ (โรคนิทานํ นาม) ชื่อว่าโรคนิทาน (ปมุขํ) เฉภาะภักตร (อิสีสิท์ธิโน) แห่งท่านมีนามชื่อว่าฤๅษีสิทธิดาบศ (ปติฏ์ฐิตํ) เพื่อจะให้เปนที่พึ่ง (โลกานํ) แก่สัตวโลกทั้งหลาย (อิติ เมาะ อิมินา ปกาเรนะ) ด้วยประการดังนี้

มีวาระพระบาฬีในคัมภีร์พระบรมรรถธรรมนั้น ว่าด้วยคนจะถึงความมรณะสิ้นอายุนั้น เทวทูตในธาตุทั้ง ๔ ก็มีพรรณสำแดงออกให้แจ้งปรากฎโดยมโนทวารอินทรีย์ประสาท ธาตุอันใดจะขาดจะหย่อน จะพิการอันตรธานประการใดๆ ก็ดี ก็แจ้งอยู่ในพระคัมภีร์มรณะญาณสูตรนั้นแล้ว แต่ว่ามาทั้งนี้อาไศรยเปนหลักเปนประธานที่มรณะด้วยโบราณโรค ฤๅมรณะด้วยปัจจุบันโรคฤๅประจุบันกรรมนั้นก็มีอยู่ต่างๆ ถึงดังนั้นก็จริง เทวทูตมหัสจรรย์ก็หากสำแดงอยู่ แต่ผู้จะหยั่งรู้หยั่งเห็นเปนอันยากนักหนา ท่านโกมารพัจแพทย์ผู้ประเสริฐ จึงมีนิคมบทลงไว้ในคัมภีร์โรคนิทานว่ามนุษทั้งหลาย ถึงความมรณะด้วยประจุบันโรคนิคมนั้น คือ ปักกะมิกาพาธ ท่านทุบถองโบยรันบอบช้ำ แลต้องราชอาญาของพระมหากระษัตริย์ ให้ประหารชีวิตเสียด้วยหอกดาบปืนไฟก็ตายดุจเดียวกัน แต่ว่าโดยเร็วโดยด่วน มิได้ตายโดยปรกติ มิได้ตายโดยลำดับขันธ์ ลำดับชวนะธาตุทั้ง ๔ ไม่ได้ล่วงเปนลำดับกันเลย อันบุทคลตายโดยกำหนดสิ้นอายุปริโยสาน เปนปรกตินั้น ธาตุทั้ง ๔ ก็อันตรธานสูญหายเปนลำดับกันไป คือธาตุดิน ๒๐ ธาตุน้ำ ๑๒ ธาตุลม ๖ ธาตุไฟ ๔ เมื่อจะอันตรธานนั้น หาสูญพร้อมกันทีเดียวทั้ง ๔ ธาตุไม่ ย่อมสูญไปขาดไปแต่ทีละ ๒ สิ่ง ๓ สิ่ง ๔ สิ่ง ๕ สิ่งก็มี บางทีธาตุดินขาดก่อนธาตุน้ำ ขาดก่อนธาตุลม ขาดก่อนธาตุไฟ แลเมื่อจะสิ้นอายุดับสูญนั้น ปถวีธาตุ ๒๐ ขาดไป ๑๙ ยังหฤไทย ๑ อาโปธาตุน้ำ ๑๒ ขาดไป ๑๑ ยังแต่น้ำลาย ๑ วาโยธาตุลม ๖ ขาดไป ๕ ยังเหลือแต่ลมหายใจเข้าออก ๑ เตโชธาตุไฟ ๔ ขาดไป ๓ ยังเหลือแต่ไฟสำหรับเผาให้กายอุ่น ๑ ถ้าธาตุทั้งหลายสิ้นสูญไปดังกล่าวมานี้อาการตัดทีเดียว แพทย์ผู้จะเยียวยาต่อไปไม่ได้เลย ถ้าธาตุทั้ง ๔ ขาดหย่อนไปแต่ละสิ่งสองสิ่ง สามสิ่งสี่สิ่งดังนั้น ก็ยังจะพยาบาลได้อยู่ ให้ดูอันจะกล่าวไปในข้างน่าโน้น อันลักษณธาตุจะกำเริบพิการ พระอาจารย์เจ้ากล่าวไว้ในคัมภีร์แพทย์มีฤดู ๔ จัดออกไว้ในฤดูหนึ่ง ๓ เดือน เดือน ๕, ๖, ๗, ทั้ง ๓ เดือนนี้ ว่าด้วยเตโชธาตุอันชื่อว่าสันตัปปัคคีอันพิการ ให้เย็นในอกกินอาหารพลันอิ่ม มักให้จุกเสียดขัดอกอาหารพลันแหลกมักอยากบ่อยๆ จึงให้เกิดลม ๖ จำพวกๆ หนึ่งชื่ออุตะรันตะ พัดแต่สะดือถึงลำฅอ จำพวกหนึ่งชื่อปัตตะรันตะ ให้ขัดแต่อกถึงลำฅอ จำพวกหนึ่งชื่ออัสวาตะให้ขัดจมูก จำพวกหนึ่งชื่อปรามาศให้หายใจขัดอก จำพวกหนึ่งชื่ออนุวาตะคือหายใจขาดไป คือว่าลมจับนิ่งไป จำพวกหนึ่งชื่อมหาสดม แลลม ๖ จำพวกนี้เกิดเพื่อเตโชธาตุพิการแพทย์พึงรู้เถิด ถ้าจะแก้ท่านให้เอายานี้ประกอบ

ยาชื่อกาลาทิจร เอาผลเอ็น ๑ ลำพัน ๑ โกฐสอ ๑ โกฐพุงปลา ๑ ดีปลี ๑ ขิง ๑ แห้วหมู ๑ เปลือกโมกมัน ๑ ผลผักชี ๑ อบเชย ๑ เถาสะค้าน ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค ตำเปนผลละลายน้ำร้อนกิน แก้เตโชธาตุพิการ

เดือน ๘, ๙, ๑๐, ทั้ง ๓ เดือนนี้ คือวาโยธาตุอันชื่อว่าชิระนัคคีพิการ ให้ผอมเหลืองให้ครั่นตัวให้เมื่อยทุกข้อทุกลำทั่วสรรพางค์กาย ให้แดกขึ้นแดกลงให้ลั่นโครกๆ มักให้หนาวให้เรอให้วิงเวียนหน้าตา ให้หูหนักให้ร้อนในอก มักให้รันทดรันทวยกาย ให้หายใจสั้น ให้เหม็นปากให้หวานปากตัวเอง ให้โลหิตออกจากปากจากจมูกจากหูกินอาหารไม่รู้จักรส (คือวาโยธาตุพิการ) ถ้าจะแก้ให้ประกอบยานี้

ยาชื่อชิระนัคคีจร ท่านให้เอาดีปลี ๑ รากแฝกหอม ๑ พริกไทย ๑ เปราะหอม ๑ ว่านน้ำ ๑ แห้วหมู ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค ใส่รากกะเทียมเท่ายาทั้งหลาย ทำเปนจุณละลายน้ำร้อนกินแก้วาโยธาตุพิการต่างๆ

เดือน ๑๑, ๑๒, ๑, ทั้ง ๓ เดือนนี้ กินผักแลอาหารผิดสำแลง อาโปธาตุ (คือดีพิการ) มักขึ้งโกรธมักสดุ้งใจ (เสมหะพิการ) กินอาหารไม่รู้จักรส (หนองพิการ) มักให้เปนหืดไอ (โลหิตพิการ) มักให้คลั่งเพ้อพกให้ร้อน (เหงื่อพิการ) มักให้เชื่อมซึม (มันข้นพิการ) มักให้ตัวชาสากไป (น้ำตาพิการ) มักให้ปวดสีสะเจ็บตา (มันเหลวพิการ) มักให้บวมมือบวมเท้าเปนน้ำเหลืองตกมักให้ผอมแห้งไป (น้ำลายพิการ) มักให้เปนไข้มักให้คอแห้งฟันแห้ง (น้ำมูกพิการ) มักให้ปวดสีสะ (ไขข้อพิการ) มักให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก (มูตร์พิการ) ให้ปัสสาวะแดง ขัดปัสสาวะๆ เปนโลหิตปวดเจ็บเนืองๆ แลธาตุน้ำทั้งนี้ประมวณ เข้าด้วยกันทั้ง ๑๒ จำพวกนั้น จึงเรียกว่าธาตุพิการ แพทย์พึงรู้เถิด ถ้าจะแก้ให้ประกอบยานี้

เอารากเจตมูลเพลิง ๑ โกฐสอ ๑ ผลผักชี ๑ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ เถาสะค้าน ๑ แห้วหมู ๑ กกลังกา ๑ รากขัดมอน ๑ เปลือกโมกมัน ๑ จันทน์ทั้ง ๒ เปลือกสมุลแว้ง ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาก ๑ ดอกสารภี ๑ บัวหลวง ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้อาโปธาตุพิการ

เดือน ๒, ๓, ๔, ถ้าไข้ใน ๓ เดือนนี้ เปนด้วยนอนผิดเวลา คือปถวีธาตุกำเริบนั้นตั้งแต่ (ผมพิการ) ให้คันสีสะนัก มักเปนรังแคให้เจ็บหนังสีสะเนืองๆ ไป (ขนพิการ) มักให้เจ็บทั่วสารพางค์กายทุกขุมขน ให้ขนลุกขนพองทั่วทั้งตัว (เล็บพิการ) มักให้เจ็บต้นเล็บ ให้ต้นเล็บเขียวต้นเล็บดำช้ำโลหิต ให้เจ็บเสียวๆ นิ้วมือนิ้วเท้า (ฟันพิการ) มักให้เจ็บรายฟันบางทีให้เปนฝีรำมะนาด บางทีให้เปนโลหิตไหลออกทางรายฟัน ให้ฟันคลอนฟันถอนออก (หนังกำเริบ) ให้ร้อนผิวหนังทั่วสารพางค์กาย บางทีให้เปนผื่นดุจเปนผดแสบร้อนอยู่เนืองๆ (เนื้อกำเริบ) มักให้นอนสดุ้งไม่หลับสนิทมักให้ฟกให้บวมบางทีให้เปนวงผุดขึ้นเปนหัวดำหัวแดงหัวเขียวทั้งตัว บางทีเปนดุจลมพิษสมมุติว่าเปนประดง เหือด หัด ต่างๆ (เอ็นกำเริบ) มักให้เจ็บสบัดร้อนสท้านหนาวให้ปวดสีสะ ท่านเรียกว่าลมอำมะพฤกษ์กำเริบ (กระดูกพิการ) ให้เมื่อยขบทุกข้อทุกกระดูก (สมองกระดูกกำเริบ) มักให้ปวดสีสะเนืองๆ (ม้ามพิการ) มักให้ม้ามหย่อน (หฤไทยพิการ) ให้คลุ้มให้คลั่งดุจเปนบ้า ถ้ามิฉะนั้นให้หิวโหยหาแรงมิได้ให้ทุรนทุรายยิ่งนัก (ตับพิการ) ให้ตับโตตับทรุดเปนฝีในตับแลตับพิการต่างๆ (พั้งพืดพิการ) ให้เจ็บให้อาเจียรจุกเสียดกลับเข้าเปนเพื่อลม (พุงพิการ) มักให้ปวดท้องแดกขึ้นแดกลงปวดขบอยู่เนืองๆ (ปอดพิการ) มักให้ปวดเปนพิษให้กระหายน้ำอยู่เนืองๆ (ไส้ใหญ่พิการ) มักให้สอึกให้หาวให้เรอ (ไส้น้อยพิการ) มักให้พะอืดพะอมท้องขึ้นท้องพอง มักเปนท้องมารกระไษย บางทีให้ลงท้องตกมูกตกเลือดเปนต่างๆ (อาหารใหม่พิการ) มักให้ลงท้องลงแดง มักให้อาเจียรมักให้เปนป่วง ๗ จำพวก (อาหารเก่าพิการ) มักให้กินอาหารไม่รู้จักรสเปนต้น ที่จะให้บังเกิดโรคต่างๆ เพราะอาหารแปลกสำแลง สมองสีสะเมื่ออยู่ดีๆ เปนปรกตินั้น อันว่ามันในสมองเราท่านทั้งหลายนี้ พร่องจากกระบานสีสะประมาณเส้นตอกใหญ่หนึ่ง ก็เดือดจนเต็มกระบานสีสะก็ให้ปวดสีสะยิ่งนัก ให้ตาแดงให้คลั่งเรียกว่าสันนิบาตต่อกันกับลม ให้ใช้ยาเปนสุขุมมันในสมองยอบ ลงเปนปรกติ จึงหายปวดสีสะแล อันว่าปถวีธาตุ ๒๐ ประการ ซึ่งกล่าวมาทั้งนี้ ยาขนานเดียวแก้ตลอดถึงกันสิ้นแล,

ยาชื่อตรีวาสัง แก้ปถวีธาตุ ๒ ประการ คือ สมองกระดูก, ม้าม, พิการ ให้เอากะเทียม ๑ ใบคนทิสอ ๑ ใบสะเดา ๑ เปลือกต้นตีนเป็ด ๑ เบญจกูล ๑ สมอทั้ง ๓ จันทน์ทั้ง ๒ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ตรีกฏุก ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ ส่วน เปลือกกันเกรา ๒ ส่วน เปลือกสมุลแว้ง ๓ ส่วน ทำเปนจุณละลายน้ำผึ้งกินแก้ปถวีธาตุทั้ง ๒ ประการ

ขนานหนึ่งแก้ปถวีธาตุ ๓ ประการ คือพั้งพืด, ปอด, พุง, พิการ ให้เอา แห้วหมู ๑ แฝกหอม ๑ เปราะหอม ๑ ใบสะเดา ๑ กานพลู ๑ ผลเอ็น ๑ หญ้าตีนนก ๑ การะบูร ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ ผลบุนนาก ๑ จันทน์ทั้ง ๒ ดอกกรุงเขมา ๑ ผลผักชี ๑ ดีงูเหลือม ๑ เนระภูสี ๑ ดอกผักปอด ยาทั้งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่ง ฝนด้วยน้ำดอกไม้ แซกชะมด พิมเสน น้ำจันทน์ทั้ง ๒ กินแก้ปถวีธาตุพิการทั้ง ๓ แล

ยาชื่อประสะพิมเสน แก้ปถวีธาตุ ๓ ประการ คือหัวใจ, ตับ, ปอด, พิการ ให้ประกอบชะมดเชียง ๑ พิมเสน ๑ ดอกกรุงเขมา ๑ ผลเอ็น ๑ ฤๅษีประสมแล้ว ๑ เปลือกต้นตีนเป็ด ๑ ใบสะเดา ๑ ใบเสนียด ๑ หญ้าตีนนก ๑ สมอทั้ง ๓ มะขามป้อม ๑ อบเชย ๑ ลำพัน ๑ โกฐสอ ๑ ใบกระวาน ๑ ดอกบุนนาก ๑ เปราะหอม ๑ ดอกผักปอด ๑ เกสรบัวน้ำทั้ง ๕ ดอกคำลาว ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาคบดทำแท่งฝนด้วยน้ำจันทน์กินแก้ปถวีธาตุทำเภท ต่างๆ แล

ขนานหนึ่ง เอาใบบอระเพ็ด ๑ แห้วหมู ๑ ชีรากากี ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ กะเทียม ๑ ชะเอมเทศ ๑ โกฐสอ ๑ เทียนดำ ๑ ตรีกฏุก ๑ เปลือกต้นตีนเป็ด ๑ สมอไทย ๑ ใบสะเดา ๑ โกฐก้านพร้าว ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งด้วยน้ำผึ้งเท่าผลพุดทรา กินเช้าเย็นบำบัดปถวีธาตุ ๘ จำพวก ตั้งแต่ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง, เนื้อ, เอ็น, กระดูก, ถ้าพิการกำเริบ ดังกล่าวมานี้หายสิ้นแล

ขนานหนึ่ง เอาใบเสนียด ๑ เจตมูลเพลิง ๑ เปลือกโมกมัน ๑ แห้วหมู ๑ โกฐพุงปลา ๑ ผลผักชี ๑ สมอไทย ๑ สมอพิเภก ๑ มะขามป้อม ๑ รากตองแตก ๑ แฝกหอม ๑ ผลกระดอม ๑ บอระเพ็ด ๑ กระถินแดง ๑ ขิงแห้ง ๑ รากไคร้เครือ ๑ หญ้าตีนนก ๑ ต้มด้วยน้ำท่า น้ำมูตรโคก็ได้ เมื่อจะกินปรุงขันทศกรใส่กิน แก้ไข้ตรีโทษในปถวีธาตุ คือไส้ใหญ่ไส้น้อยทั้ง ๒ ประการ หายแล

ขนานหนึ่ง เอาเปลือกหอยขม ๑ หอยแครง ๑ พักแพวแดง ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ การะบูร ๑ เอาเสมอภาค พริกไทยล่อนเท่ายาทั้งหลาย ทำเปนจุณละลายน้ำผึ้งกินแก้ปถวีธาตุพิการ คืออาหารใหม่อาหารเก่าหายแล

ขนานหนึ่ง เอารากช้าพลู ๑ รากสะค้าน ๑ รากเจตมูลเพลิง ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ สมอไทย ๑ สมอเทศ ๑ ผลผักชี ๑ กฤษณา ๑ จันทน์หอม ๑ มะขามป้อม ๑ แห้วหมู ๑ ผลพิลังกาสา ๑ รากขัดมอนหลวง ๑ กกลังกา ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค บอระเพ็ด ๒ ส่วน ดีปลี ๔ ส่วน ต้มกินแก้ปถวีธาตุ คือสมองสีสะเมื่อเหมันตฤดูหายแล

ยาแก้ปวดสีสะ ให้เอาชะเอมทั้ง ๒ อบเชยเทศ ๑ เปลือกคนทา ๑ จันทน์หอม ๑ โกฐสอ ๑ ใบสมี ๑ ผลผักชี ๑ ขิง ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ ทำเปนจุณกวนเปนยานัดถุ์แก้ปวดสีสะหายแล

ยาสุมสำหรับกัน ให้เอาผักหนอก ๑ ขิงสดแต่น้อย หอม ๕ หัว เทียนดำ ๑ ดินประสิวขาว ๑ บดสุมเมื่อเหมันตฤดูแล

เมื่อคิมหันตฤดู ให้เอาใบเสนียด ๑ เทียนดำ ๑ งาเม็ด ๑ งาช้าง ๑ เข้าสาร ๑ ดินประสิวขาว ๑ บดสุมสมองยุบหาย ปวดสีสะ โลหิตจมูกแลรายฟันนั้นหายแล

เมื่อวัสสันตฤดู ให้เอาใบน้ำดับไฟ ๑ เทียนดำ ๑ ไพล ๑ หัวหอม ๑ ดอกพิกุล ๑ ผักขวง ๑ ใบหางนกยูง ๑ ฆ้องสามย่าน ๑ ดินประสิวขาว ๑ บดสุมห้ามปวดสีสะห้ามจมูกตึงดีนักแล

ทีนี้จะว่าด้วยธาตุแตกต่อไปแพทย์พึงรู้เถิด อันว่าลักษณเตโชธาตุแตกนั้น คือให้ขัดในอกในใจประการ ๑ ให้บวมมือบวมเท้าประการ ๑ ให้ไอเปนมงคร่อประการ ๑ ลักษณ ๔ ประการนี้คือเตโชธาตุอันชื่อว่าปรินามมัคคีแตกแล

ถ้าจะแก้ให้เอา พักแพวแดง ๑ โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ ชะเอมเทศ ๑ ผลมะขามป้อม ๑ ตะไคร้ต้น ๑ ว่านเปราะ ๑ รากสวาด ๑ หญ้ารังกา ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณละลายน้ำนมโค น้ำร้อนก็ได้ กินแก้เตโชธาตุอันชื่อว่าปรินามมัคคีแตกหายวิเศษแล

อันว่าเตโชธาตุชื่อปริหัคคี มักให้มือเย็นเท้าเย็น ชีพจรไม่เดิน ประการหนึ่งชีพจรขาดหลัก บางทีให้ตัวเย็นดุจน้ำ แต่ภายในร้อนให้รดน้ำอยู่มิรู้ขาด บางทีให้ตัวเย็นแล้วเสโทธาตุดุจเมล็ดเข้าโภช อันนี้เตโชธาตุชื่อว่าปริหัคคีแตก

ถ้าจะแก้ให้เอา เขาควายเผือก ๑ นอแรด ๑ เปลือกหอยขม ๑ เปลือกหอยแคลง ๑ เขี้ยวจรเข้ ๑ ยา ๕ สิ่งนี้สุม ให้เปนถ่าน หวายตะค้า ๑ ผลจันทน์ ๑ แก่นแสมทเล ๑ แห้วหมู ๑ รากขัดมอน ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน กะเทียม ๓ ส่วน พริกไทย ๕ ส่วน ตำบดละลายน้ำร้อนแซกพิมเสนกินให้ขับไฟธาตุให้ร้อนตลอดปลายมือปลายเท้าให้ชีพจรเดินแล

ขนานหนึ่งแก้เสโทพิการตกนัก ให้เอานางกุ่มรุ่นๆ เท่าด้ามพร้าเอามาปอกเปลือกเสียแล้วขูดเอามวกที่ติดแก่นนั้น ๑ เมล็ดถั่วแปบ ๑ ดินสอพอง ๑ เทียนดำ ๑ พิมเสนใส่ให้มากๆ ประสมกวนให้เข้ากันทาตัวคนไข้นั้น เสโทหยุด ตัวคนไข้ก็อุ่นออกมาแล

ยากินแก้กระหายน้ำแก้ร้อนภายใน ให้เอาดินถนำ ๑ เผาไฟให้ไหม้โชน รากบัวหลวง ๑ ฝุ่นจีน ๑ รังหมาร่า ๑ ชาตก้อน ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาก ๑ ดอกสารภี ๑ เกสรบัวหลวง ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากคันทรง ๑ ก้ามปูทเลเผา ๑ ดินประสิวขาว ๑ เอาเสมอภาคบดทำแท่งละลายน้ำดอกไม้ทั้งกินทั้งพ่น แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนแล

อันว่าชิระนัคคีแตกนั้นเสโทตก คือความชะรานำพระยามัจจุราชให้มาเล้าโลมสัตว์ทั้งปวง จะให้ชีวิตรอออกจากร่างกายนั้นก็ให้คนไข้มีกายวิปริตต่างๆ คือให้น่าผากตึง ตาไม่รู้จักหน้าฅน แล้วก็กลับรู้จักอีกเล่า กายนั้นสำผัสสิ่งใดๆ ก็ไม่รู้สึกตัวอีกเล่าแต่ไปๆ มาๆ อยู่จะได้เที่ยงลงยังไม่ได้ก่อน แต่ว่าแตกร้าวอยู่แล้ว ท่านว่าเตโชธาตุชื่อชิระนัคคีแตกจึงเปนดังกล่าวมานี้ ให้แพทย์พึงรู้เถิด

ถ้าจะแก้ เอาผลพิลังกาสา ๑ พักแพวแดง ๑ ผลโมกมัน ๑ ใบย่านทราย ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณ ละลายน้ำเถามวกก็ได้ น้ำนมโคก็ได้ กินแก้ชิระนัคคีแตกพิการหายแล

อันว่าเตโชธาตุ ชื่อว่าสันตัปปัคคี แตกเมื่อใดแก้มิได้ตายแล

ลำดับนี้จะกล่าวด้วยวาโยธาตุ ๖ จำพวกแตกต่อไป คืออุทธังคมาวาตา แตกนั้น มักให้ดิ้นรนมือเท้าขวักไขว่ ให้พลิกตัวไปๆ มาๆ ทุรนทุรายให้หาวให้เรอบ่อย ๆ คือลมอุทธังคมาวาต

ถ้าจะแก้เอา โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ ผลราชดัด ๑ ผลสาระพัดพิษ ผลมะแว้งเครือ ๑ รากจิงจ้อทั้ง ๒ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณ ละลายน้ำมะงั่วก็ได้น้ำมะนาวก็ได้ กินแก้ลมอุทธังคมาวาต หายแล

ลมชื่ออโทคมาวาตาแตกนั้น ให้ยกมือยกเท้าไม่ได้ ให้เมื่อยขบทุกข้อทุกกระดูก เจ็บปวดยิ่งนัก

ถ้าจะแก้ให้เอา เปลือกมูกหลวง ๑ พริกไทย ๑ รากไคร้เครือ ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณ ละลายน้ำมูตรโคดำก็ได้ น้ำส้มส้าก็ได้ กินแก้ลมอโธคมาวาตา หายแล

ลมกุจฉิสยาวาตา แตกนั้น มักให้ท้องขึ้นท้องลั่นให้เจ็บอก ให้สวิงสวาย ให้แดกขึ้นแดกลง

ถ้าจะแก้ให้เอา มหาหิงคุ์ ๑ ลำพัน ๑ ดีปลี ๑ เมล็ดในสวาด ๑ ผลราชดัด ๑ ชะเอมเทศ ๑ โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ ใบย่านทราย ๑ กรุงเขมา ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณ ละลายน้ำขิงก็ได้น้ำร้อนก็ได้ กินแก้ลมกุจฉิสยาวาตหายแล

ลมโกฏฐาสยาวาตา แตกนั้น มักให้เหม็นคาวฅอให้อาเจียรให้จุกเสียดให้แดกในอก

ถ้าจะแก้ให้เอา ใบสลอดต้มกับเกลือให้สุกแล้วผึ่งแดดให้แห้ง ๑ ชะเอมะทศ ๑ รากเจตมูลเพลิง ๑ รากตองแตก ๑ รากจิงจ้อใหญ่ ๑ ลำพัน ๑ พริกล่อน ๑ ดีปลี ๑ ใบหนาด ๑ การะบูร ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณ ละลายน้ำนมโคก็ได้น้ำผึ้งก็ได้ น้ำร้อนก็ได้กินหายแล

อันว่าลมชื่ออังคมังคานุสารีวาตา คือลมพัดไปทั่วสรรพางค์กายนั้นแตก ให้หูตึงคนเจรจาไม่ได้ยินแล้วเปนดุจหิ่งห้อยออกจากตา ให้เมื่อยต้นขาทั้ง ๒ ข้างดุจกระดูกจะแตก ให้ปวดในกระดูกสันหลัง ให้สบัดร้อนสท้านหนาว ให้อาเจียรลมเปล่าๆ กินอาหารมิได้ เปนดังนี้คือลมอังคะมังคานุสารีวาตแตก

ถ้าจะแก้ให้เอา ผักเสี้ยนผี ๑ ผักคราด ๑ หญ้ารังกา ๑ ผลผักชีทั้ง ๒ ผลพรรผัดกาด ๑ ดอกจงกลนี ๑ เถาสะค้าน ๑ เมล็ดแตงโม ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณละลายน้ำผึ้งก็ได้ น้ำร้อนก็ได้กินแก้ลมอังคะมังคานุสารีวาตาหายแล

อันว่าลมอัสสาสะปัสสาสะวาตา นั้น จะได้ขาดสูญหามิได้ ถ้าสิ้นลมอัสสาสะปัสสาสะวาตาแล้วเมื่อใด ก็ตายเมื่อนั้นแล

ลำดับนี้จะกล่าวด้วยธาตุน้ำ คือแตกนั้นทำให้คนไข้คลั่งไคล้หลงมะเมอเพ้อพก นอนสดุ้งหวาดหวั่นบางทีให้ลงดุจกินยาทุเลา ให้ลงเขียวลงแดงลงเหลืองออกมา ทำให้หาสติมิได้

ถ้าจะแก้ให้เอา เทียนเข้าเปลือก ๑ เทียนตาตักแตน ๑ เทพทาโร ๑ เปลือกมะซาง ๑ เปลือกไข่เน่า ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดแซกดีจรเข้มากๆ ละลายน้ำดอกไม้รำหัดพิมเสน กินแก้คลั่งไคล้ไหลหลงมะเมอเพ้อพกหายแล

ขนานหนึ่งแก้ลงท้อง เอาผลจันทน์ ๑ ผลเบญจกานี ๑ เปลือกมะขามขบ ๑ ครั่ง ๑ ยาฝิ่น ๑ เปลือกผลทับทิม ๑ กำยาน ๑ เปลือกมังคุด ๑ ผลมะตูม ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณ ละลายน้ำเปลือกผลทับทิมต้มกินหายแล ถ้าเสมหะตกให้จับสบัดร้อนสท้านหนาวเปนเวลา บางทีให้ลงท้องเปนเสมหะโลหิตเหน้าให้ปวดมวน

ถ้าจะแก้ให้เอา ผลผักชี ๑ ลำพัน ๑ เปลือกโมกหลวง ๑ ผลน้ำเต้าขม ๑ กระดอมทั้ง ๕ แก่นมูลเหล็ก ๑ เอาเสมอภาคต้มกินเสียก่อน แล้วจึงประกอบยาแก้เสมหะให้กินต่อไป

พระอาจารย์เจ้ากล่าวไว้ว่า ถ้าแพทย์ผู้ใดจะแก้เสมหะพิการ ให้ต้มยาชำระเสมหะเหน้าเสียก่อน ให้เอาใบมะขาม ๑ ใบส้มป่อย ๑ ฝาง ๑ สิ่งละกำมือ ผลสมอไทยเท่าอายุ เถาวัลเปรียง ๑ หอม ๕ หัว ต้มใส่ดีเกลือกินตามธาตุหนักธาตุเบา แล้วจึงแต่งยาให้กินต่อไปแล

ยาแก้บิดเมื่อธาตุแตก เอาเมล็ดในมะม่วงกะล่อน ๑ ผลเบญจกานี ๑ ผลจันทน์ ๑ ครั่ง ๑ ดินกิน ๑ เปลือกมะขามขบ ๑ เปลือกมังคุด ๑ เทียนดำ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ยางตะเคียน ๑ น้ำประสารทอง ๑ สีเสียดทั้ง ๒ ยาฝิ่น ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณใส่ในผลทับทิม แล้วพอกด้วยมูลโคชั้นหนึ่ง สุมไฟแกลบให้สุกแล้วจึงบดทั้งผลทับทิมทำแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำปูนใสกับไพลกินแก้ปวดมวนเสมหะ แก้โลหิตเหน้าร้าย ถ้ายังไม่หยุดให้ประกอบยา ที่แก้ดีพิการดีแตกมาแก้ ก็ได้เหมือนกัน

แล้วจึงประกอบยาต้มบำรุงธาตุ อันชื่อว่าธาตุบันจบนั้นให้กินต่อไป พระอาจารย์เจ้ากล่าวไว้ ถ้าแพทย์ผู้ใดจะประกอบยาธาตุบันจบ ท่านให้ถามตัวคนไข้นั้นให้รู้ว่า คลอดวันใดเดือนใด ขึ้นหรือแรม ครั้นเขาบอกแล้วให้พิจารณาดูว่าจะเปนฤดูธาตุอันใด ให้ประกอบยาประจำธาตุประจำฤดูอันนั้น ตั้งไว้เปนปะธานแล้วให้คิดถอยหลังเข้าไปจับวันเดือนฤดูมูลปฏิสนธินั้นว่าวันใดเดือนใดฤดูใด ให้ประกอบยาประจำธาตุประจำฤดูอันนั้น มาบันจบกันกับยาประจำธาตุเมื่อแรกคลอดนั้น เปนสองขนานแล้วแซกจันทน์ทั้ง ๒ กฤษณา ๑ ชะลูด ๑ เกสรบัวหลวง ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาก ๑ ดอก สารภี ๑ ยา ๘ สิ่งนี้เอาแซกลงต้มกิน

หนองแตกไหลออกเนืองๆ ให้กายซูบผอมกินอาหารไม่รู้จักรส มักเปนฝีภายใน ๗ ประการ ถ้าจะแก้ให้ประกอบยาดังนี้ รังมดลี่รังหนึ่ง ใบมะกา ๕ ตำลึง เทียนดำ ๕ บาท ผลสมอเทศ ๕๖ ผล รากตองแตก ๕ ตำลึง หัวหอม ๑๐ บาท ขมิ้นอ้อยยาวคืบหนึ่งเอา ๓ หัว กานพลู ๔ บาท น้ำประสารทอง ๒ บาท ต้มกิน แซกดีเกลือตามธาตุหนักธาตุเบา เปนยาชำระบุพโพพิการ เสียก่อน แล้วจึงประกอบยาประจำธาตุแก้เสมหะก็ได้ ถ้าไม่ฟังให้ประกอบยานี้

เอาเปลือกโมกหลวง ๑ ตรีกฏุก ๑ ผลราชดัด ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รากกะพังโหม ๑ หัวเข้าค่า ๑ หอมแดง ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณละลายน้ำร้อนน้ำเย็นก็ได้กิน

โลหิตพิการหรือแตกก็ดี ท่านกล่าวไว้เมื่อแรกเปนนั้น แพทย์สมมุติว่าไข้กำเดาเพราะโลหิตกำเริบ ถ้าแตกไซร้ก็เปนพิษต่างๆ ผุดขึ้นภายนอก แพทย์ทั้งปวงสมมุติว่าเปนลากสาด เข้าไหม้ใหญ่, เข้าไหม้น้อย, เปลวไฟฟ้า, ประกายเพลิง, ลำลาบเพลิงก็ว่าสมมุติเรียกชื่อต่างๆ เพราะโลหิตแตกกระจายส้านออกผิวมังสะ ฝ่ายข้างภายในนั้นก็ทำให้เปนต่างๆ บางทีให้อาเจียรโลหิต บางทีโลหิตนั้นแล่นเข้าจับหัวใจ ให้คลั่งให้เพ้อหาสติมิได้ บ้างว่าสันนิบาต โลหิตก็ว่า เปนเพื่อโลหิตสมุฏฐาน บางทีให้ชักเท้าหงิกมือกำ บางทีให้หนาวให้ร้อน บางทีให้ขัดอุจจาระปัสสาวะๆ ดำแดงขาวเหลืองให้เปนต่างๆ อย่างนี้ว่าแต่ที่โลหิตแตกอย่างเดียว ในธาตุน้ำนั้นถ้าแตกเปน ๒ อย่าง ๓ อย่าง ๔ อย่าง ๕ อย่างเข้าแล้ว จะแก้ไม่ได้โดยเร็วพลันใน ๒ วัน ๓ วันนั้น ถ้าเปนแต่อย่าง ๑ หรือ ๒ ท่านให้แก้ดูก่อน ที่โลหิตแตกส้านออกมาถึงผิวเนื้อนั้น ท่านให้ประกอบยาที่แก้ไข้เหนือ แก้ที่ทำภายในให้ลงโลหิตตกนั้น ท่านให้ประกอบยาที่แก้ลักกะปิดแก้เถิด

อันว่ายาในคัมภีร์ธาตุน้ำนี้ ให้แก้ธาตุน้ำคือโลหิตแตก ให้เอาบอระเพ็ด ๑ ข่าตาแดง ๑ เมล็ดพรรณผักกาด ๑ ผลกระดอม ๑ ผลมะแว้งต้น ๑ ไพล ๑ กะชาย ๑ แก่นสนเทศ ๑ จันทน์ทั้ง ๒ จันทะนา ๑ เปลือกโมกหลวง ๑ หัวแห้วหมู ๑ รากขัดมอน ๑ เถาสะค้าน ๑ รากช้าพลู ๑ จุกโรหินี ๑ รากแฝกหอม ๑ รากตองแตก ๑ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ชะลูด ๑ สมอทั้ง ๓ อบเชย ๑ เกสรบัวหลวง ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาก ๑ ดอกสารภี ๑ สรรพยาทั้งนี้เอาเสมอภาคต้ม ถ้าจะให้ทุเลาแซกดีเกลือตามธาตุหนักธาตุเบา ยาขนานนี้ชื่อปโตฬาธิคุณ แก้ในคิมหันตฤดู

ภาคหนึ่งแก้ในวัสสันตฤดู ให้ประกอบรากเจตมูลเพลิง ๑ โกฐกระดูก ๑ โกฐสอ ๑ โกฐพุงปลา ๑ โกฐหัวบัว ๑ โกฐจุฬาลำภา ๑ โกฐเชียง ๑ โกฐสอเทศ ๑ เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ผลเอ็น ๑ ดีปลี ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ รากตองแตก ๑ รากแฝกหอม ๑ บอระเพ็ด ๑ รากคนทา ๑ รากท้าวยายม่อม ๑ รากพุมเรียงป่า ๑ รากมะเดื่ออุทุมพร (มะเดื่อชุมพร) ๑ รากหญ้านาง ๑ ระย่อม ๑ พิศนาด ๑ น้ำนมราชสีต้น ๑ แก่นสน ๑ สักขี ๑ ตรีผลา ๑ ผลพิลังกาสา ๑ ผลประคำดีควาย ๑ ผลมะขามป้อม ๑ พรรณผักชีล้อม ๑ ผักชีลา ๑ พรรณโหระพา ๑ พระยามูลเหล็ก ๑ พระยารากขาว ๑ ขี้เหล็ก ทั้ง ๕ โคกกระสุน เทพทาโร ๑ จุกโรหินี ๑ ข่าต้น ๑ เปลือกสมุลแว้ง ๑ ชะลูด ๑ อบเชยเทศ ๑ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ดอกชะลูด ๑ ดอกมะกรูด ๑ ดอกมะนาว ๑ ดอกคัดเค้า ๑ ดอกกรรณิกา ๑ ดอกสุพรรณทลิกา ๑ ดอกมะลิซ้อน ๑ ดอกมะลิลา ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาก ๑ ดอกการะเกด ๑ ดอกแก้ว ๑ ดอกมะกล่ำ ๑ ดอกคำไทย ๑ ดอกเกด ๑ ดอกลำเจียก ๑ ดอกกล้วยไม้ ๑ ดอกพุทธชาต ๑ ดอกจำปา ๑ ดอกกะดังงา ๑ ดอกบัวเผื่อน ๑ ดอกบัวขม ๑ ดอกบัวหลวง ๑ ดอกบัวขาว ๑ ดอกบัวแดง ๑ ดอกลินจง ๑ ดอกจงกลนี ๑ ดอกสัตบงกช ๑ ดอกสัตบุศย์ ๑ ดอกสัตบัน ๑ ดอกสันตวา ๑ ดอกสามหาว ๑ ดอกเร่ว ๑ ดอกยี่สุ่น ๑ ดอกประทุมราชา ๑ ดอกมหาหงษ์ ๑ ดอกหญ้างวงช้าง ๑ ดอกหางนกยูง ๑ ดอกละหุ่ง ๑ ดอกราชพฤกษ์ ๑ ดอกลำไย ๑ ยาทั้งนี้ทำเปนผงแล้วให้หาสรรพดี เปนต้นว่าดีสัตว์ต่างๆ ปรุงลงในยานี้แล้วบดปั้นแท่งไว้ น้ำกระสายนั้นยักย้ายดูแต่ควรกับลักษณโรคเถิด ยานี้ชื่อว่ามหาชุมนุม เหตุว่ามั่วสุมประชุมสรรพยานั้นพร้อมโดยสำคัญ ซึ่งจะแก้สรรพโรคพร้อมทั่วไป ทั้ง ๙๖ นั้นแล

เหงื่อถ้าแตกนั้นให้เหงื่อตกหนัก ให้ตัวเย็นให้ตัวขาวซีดให้สวิงสวาย ให้หากำลังไม่ได้

ถ้าจะแก้ให้ประชุมยา รากเจตมูลเพลิง ๑ โกฐสอ ๑ พรรณผักชี ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ เปลือกทองหลางน้ำ ๑ เปลือกกุ่มน้ำ ๑ รากถั่วภู ๑ ต้มกินหายเหงื่อ

ยานี้ชะโลมห้ามเหงื่อให้ประชุมยา หัวหอมแดง ๑ แป้งสุรา ๑ ดินสอพอง ๑ เหมือดคน ๑ เมล็ดในขนุนละมุด ๑ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ ห้ามเหงื่อแก้ผิวเนื้อสากชาเนื้อหดหู่ แก้กายซีดเพราะโทษเหงื่อแลมันข้นหายแล

น้ำตานั้น แตกพิการก็ให้ตามัว ให้น้ำตาตกหนักแล้วก็ตั้งแต่แห้งไปตานั้นก็เปนดุจเยื่อผลลำไย

ถ้าจะแก้ให้ประกอบยานี้ รากคนทีสอ ๑ รากเสนียด ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ ขิงแห้ง ๑ ทำเสมอภาคต้มกินแล้ว จึงประกอบยาหยอดตาให้ประชุม หินในสีสะปลาช่อน ๑ บัลลังก์ศิลา ๑ พิมเสน ๑ ฝนหยอดตาสังเกตดู ถ้ามีน้ำตาไหลออกมาถึงแก้มคนไข้นั้นก็ยังไม่ตาย ถ้าไม่มีน้ำตารักษาไม่ได้ตายแล

มันเหลว นั้นถ้าแตกกระจายออกทั่วสารพางค์ ก็ให้ตัวเหลืองตาเหลือง เว้นแต่อุจจาระปัสสาวะไม่เหลือง บางทีให้ลงให้อาเจียรดุจเปนป่วง ลงเพราะโทษน้ำเหลือง ถ้าจะแก้ด้วยยารสฝาดไม่หยุดให้ชำระน้ำเหลืองเสียก่อน แล้วจึงประกอบยาบำรุงธาตุต่อไป ให้ประชุมตรีกฏุก ๑ ผลมะขามป้อม ๑ รากช้าพลู ๑ ข่า ๑ สะค้าน ๑ ผลจันทน์ ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณละลายน้ำใบมะระ ๑ น้ำกล้วยตีบก็ได้ ให้กินแก้อาโปธาตุคือมันเหลวแตกหายแล

น้ำลายแตกไซร้ ให้ปากเปื่อยน้ำลายเหนียว บางทีเปนเม็ดยอดขึ้นในลิ้นในฅอ ถ้าจะแก้ให้ประกอบยา จันทน์ทั้ง ๒ ว่านกีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ ผลประคำดีควาย ๑ รากทนดี ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ สมอเทศ ๑ ดีงูเหลือม ๑ บดด้วยน้ำมะนาวเปนกระสายให้กินเท่าผลพุดทราแล้วจึงประกอบยาอม ให้เอากรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ นอแรด ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวปลาพยูน ๑ ผลจันทน์ ๑ เบญจกานี ๑ ใบหว้าอ่อน ๑ ยาทั้งนี้ขั้วให้เกรียมเอาสิ่งละส่วน น้ำประสารทองสตุ ๒ ส่วน สีเสียดทั้ง ๒ สิ่งละ ๔ ส่วน บดด้วยน้ำหมากดิบปั้นแท่งไว้ฝนด้วยน้ำปูนใสกับทะลายหมากดิบกวาดหาย

แล้วทำยาบ้วนปาก เอาเปลือกตะเคียน ๑ ใบขัดมอน ๑ เปลือกหว้า ๑ ทางตาล ๑ เปลือกระกำต้น ๑ ใบสลอดน้ำ ๑ ใบทับทิม ๑ เอาเสมอภาคต้มใส่เกลือสักหน่อยหนึ่ง อมบ้วนปากวันละ ๓ เวลา หายแล

น้ำมูก เมื่อพิการแตกนั้น ให้ปวดในสมอง ให้น้ำมูกตกให้ตามัวให้ปวดสีสะ โทษ ๔ ประการนี้ ถ้าจะแก้ให้ทำยาสุมประกอบใบน้ำดับไฟ ๑ หัวหอม ๑ เทียนดำ ๑ ดินประสิวขาว ๑ เมล็ดฝ้ายขั้ว ๑ ใบพลูแก ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ บดเคล้ามูลน้ำมันหอมสุมกระหม่อม ๓ วัน หาย

ถ้ายังไม่หายให้ประกอบยาดม หัวหอม ๑ น้ำประสารทอง ๑ น้ำประสารดีบุก ๑ เอาเสมอภาคทำเปนยานัดถุ์ก็ได้ ให้ดมสูดเข้าไปก็ได้

แล้วจึงทำยากินภายใน เอาสะค้าน ๑ ช้าพลู ๑ รากเจตมูลเพลิง ๑ ขิง ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ แฝกหอม ๑ สมอไทย ๑ สมอเทศ ๑ พรรณผักชี ๑ จันทน์หอม ๑ กฤษณา ๑ เปราะหอม ๑ มะขามป้อม ๑ ว่านน้ำ ๑ ดอกบัวหลวง ๑ ดอกบุนนาก ๑ เอาเสมอภาคต้มกินแก้ธาตุน้ำ คือน้ำมูกแตกหายแล

มันข้น เมื่อพิการแตกไซร้ ดุจโลหิตเสียก็เหมือนกัน มันข้นพิการ ก็ซาบออกมาถึงผิวหนังดุจผดผุดออกเปนดวงๆ บางทีแตกเปนน้ำเหลือง ให้ปวดแสบปวด

JPEG Image Download   size 41.8 KB
วันที่ : 16 ส.ค. 2554,14:34   เข้าชม 1661 ครั้ง
โพสโดย : บักหัวหยอง(พิเชษฐ์)

แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ เฉพาะไฟล์ .jpg หรือ .gif เท่านั้น ขนาดไฟล์ควรไม่เกิน 200 kb.
Emotion ใช้เมาส์ลากที่รูป Emotion ใส่ในช่องข้อความ


เฉพาะสมาชิกเท่านั้น !

 

 

:::: อโรคยาศาล   วัดป่ากุดฉนวนอุดมพร อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ :::
โทร ๐๘๗-๓๗๗๗๑๔๑   Email : life1996@windowslive.com   www.arokayasala.com

ติดต่อ วัดป่ากุดฉนวนอุดมพร เลขที่ ๓ ม.๑๙ ต.บ้านเขว้า อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ ๓๖๑๗๐
หรือสามารถโอนเงินผ่าน ธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยหฤทัย ชื่อบัญชีพระธาตรี อุปปลวณฺโณ บัญชีเลขที่ ๓๔๒-๐๐๑๖๕๔-๙