ตำราประมวลหลักเภสัช

ตำราประมวลหลักเภสัช ของ ร.ร. แพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพน วิมลมัลคลาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๑ (สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ)

หนังสือ “ตำราประมวลหลักเภสัช” เล่มนี้ รวบรวมขึ้นจากหนังสือแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เล่ม ๑-๒ โรงเรียนแพทย์แผนโบราณซึ่งตั้งอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ จังหวัดพระนคร นำมาบรรจุไว้ในหนังสือเล่มเดียวกัน ให้ชื่อว่า “ตำราประมวลหลักเภสัช” ทั้งนี้ก็เพื่อสะดวกแก่ผู้สนใจในวิชาแพทย์แผนโบราณ คือจะได้ค้นคว้าหาได้สะดวก

อันตำรา นั้นยังกระจัดกระจายกันอยู่ในที่ต่างกัน ก็ลำบากแก่ผู้ค้นคว้าแสวงหาความรู้ และหนังสืออันเป็นตำรานั้นๆ ก็หายากขึ้นทุกวันที่มีอยู่แล้วก็นับแต่จะหมดไป เพราะผู้พิมพ์ขึ้นใหม่ก็ไม่มี

ตำราประมวลหลักเภสัช จะให้ความสะดวกแก่ผู้สนใจในวิชาแพทย์เป็นอย่างดี เพราะผู้รวบรวมได้นำมาวางไว้เป็นหมวดหมู่กัน เช่น

จำพวกพิกัติ แสดงให้รู้เป็นตัวอย่าง มีอะไรบ้างเช่น สัตตเขา นวเขี้ยว นวโกฐ เป็นต้น เรื่องเช่นนี้จะรวมอยู่ในแหล่งเดียวกัน
จำพวกรส ก็แสดงให้รู้ว่ารสอะไรบ้าง เช่น รสขม เค็ม ฝาดเฝื่อน เป็นต้น
จำพวกสรรพคุณ ยาอย่างไร รสอย่างไร มีคุณอย่างไร
จำพวกน้ำกระสาย ก็ได้แนะไว้ซึ่งศึกษาพอเป็นคู่มือได้

อันความ รู้ทางแพทย์แผนโบราณมีแต่จะหมดไป เพราะสมัยวิทยาศาสตร์บังคับให้เป็นเช่นนั้น แต่จะว่าไร้ประโยชน์ทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะผู้ป่วยไข้ยังได้รับประโยชน์ก็มีอยู่

โบราณว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” ย่อมเป็นคำที่ยังพิสูจน์ความจริงได้เท่าที่เคยผ่านมา คนไข้บางคนรักษาตามแพทย์แผนโบราณไม่หาย ไปหายเอาต่อเมื่อรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันก็มี บางคนรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันไม่หาย ไปหายเอาทางแพทย์แผนโบราณก็มี บางคนรักษาทั้งแผนโบราณทั้งแผนปัจจุบันก็ไม่หาย ไปอาบน้ำมนต์หายก็มี ความดิ้นรนเพื่อรักษาชีวิตไว้มันเป็นวิสัยของสัตว์ทุกประเภท เมื่อเดือดร้อนก็รนไปหาที่เย็น

แพทย์แผน โบราณที่ยังตกค้างอยู่ยังไม่สูญหายไปจากโลก ก็เพราะยังมีผู้สนใจศึกษาและยังมีผู้ได้รับผลจากวิชานั้นๆ ต่างยังรับรองกันอยู่ จึงยังไม่สูญไปเลยทีเดียว และทางการก็ยังรับรองให้เป็นแพทย์ประจำตำบลก็มี แพทย์แผนโบราณนั้นในส่วนภูมิภาคยังนับถือ การนับถือนั้นจะเป็นเพราะในชีวิตไม่มีหวังจะพบแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้ ตามชนบทนั้นหาแพทย์แผนปัจจุบันยาก บางแห่งเดินทางตั้งวันก็ยังไม่พบแพทย์ เพราะความกันดารความอัตตคัดขัดสนของตน จึงซมซานไปตามกรรม หวังความปลอดภัยในชีวิต คล้ายกับผู้ไม่มีอาหารจะบริโภคจำต้องดื่มนำรองท้องไว้ก่อน เพื่อรักษาชีวิตของตนไว้ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยาอันเกิดจากแผนปัจจุบัน เม็ดละ ๑-๑๐ สตางค์ก็กลายเป็น ๕ บาท ๑๐ บาท แม้ราคาถึงเพียงนั้นก็ยังหายากขึ้นอีก ต้นไม้ รากไม้ ใบไม้ อันมารวมกันเข้าตามตำรา เรียกว่ายาแผนโบราณ ก็เป็นดุจอมฤตชุบชีวิตมนุษย์ให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บได้มากหลาย คงไม่ใช่จำนวนหมื่น

อันชาว ชนบทเมื่อหมดโอกาสจะเข้าหาแพทย์แผนปัจจุบัน ก็ต้องเที่ยวหายาตามตลาด ซึ่งไปรักษาเพื่อสวัสดิภาพแต่ชีวิตของตน ร้านขายยาทุกหนทุกแห่งที่เจ้าของร้านไม่ได้เป็นหมอ ร่ำรวยกันเพราะเหตุนี้ ฉะนั้นแพทย์แผนโบราณหากมีตำราอ่านบ้าง มีอาจารย์สอนแนะนำบ้าง ก็นับว่าดีกว่าพ่อค้าขายยาในตลาดมืด เพราะเขามีวิชาเพียงขายยาเพื่อเงินทองเท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันให้แก่คนไข้ เมื่อได้ยาไปแล้วจะหายหรือจะตายเป็นเรื่องของคนไข้เอง เขารับผิดชอบพียงชำระเงินและรับยาไป ส่วนหมอนั้นจะจ่ายยาก็ต้องดูอาการไข้ และยังมีพันธะต่อกันจนกว่าจะหายหรือตาย หรือบอกเลิกไม่ยอมรักษา

อันหมอ นั้นแต่โบราณมา ย่อมถือเมตตาจิตเป็นใหญ่ เอากำลังใจประกอบด้วยเมตตาเข้าช่วยด้วย หมอจึงเป็นเจ้าบุญนายคุณของคนทั่วไป ส่วนพระภิกษุเป็นหมอด้วยก็ยังห้ามเรียกราคายาค่ารักษาอีกด้วย จึงเป็นหมอด้วยจิตอนุเคราะห์ ใครทุกข์มาก็ช่วยไปตามบุญตามกรรมเพราะทำด้วยเมตตาจิต

หนังสือ ตำราประมวลหลักเภสัชนี้ เป็นเพียงตำราพิกัติมารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เหมือนเราถ่ายรูปต่างๆ รวมในภาพเดียวกันเพื่อเห็นง่ายฉะนั้น

พระธรรมวโรดม
เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ฯ
ผู้อุปการะโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ

วัดพระเชตุพน ฯ ท่าเตียน พระนคร


ประวัติตำราแพทย์แผนโบราณ

การอัญเชิญประวัติคัมภีร์แพทย์ อันเป็นตำรายาไทยหลายสมัยต่อมาซึ่งสถิต ณ สถานที่ต่างกันมาชุมนุมไว้ในตำราเล่มนี้นั้น แม้แต่เพียงนามของพระคัมภีร์ก็เป็นการลำบากมาก เพราะการหาหลักฐานที่เกิดผู้เรียบเรียง และตำราเล่มใดเกิดก่อนหลังเมื่อใด ย่อมสุดปัญญาที่จะค้นคว้าหามาให้ถี่ถ้วนบริบูรณ์ จึงนำมากล่าวไว้ เฉพาะที่พอจะสอบสวนรวบรวมได้ โดยบอกลักษณะพระคัมภีร์นั้นๆ เพียงย่อๆ ทั้งนี้เพราะเห็นความจำเป็นว่า จะต้องเป็นความรู้พิเศษไว้ประดับสติปัญญา บรรดาท่านที่สนใจศึกษาวิชาเภสัชกรรมแผนโบราณ ซึ่งว่าโดยหน้าที่แล้ว เภสัชกรผู้ปรุงยา ต้องเรียนให้รู้จักตำราพระคัมภีร์แพทย์ต่างๆ ของดั้งเดิมทั้งหมดว่ามีกี่เล่ม ว่าด้วยโรคอะไรบ้าง แม้ว่าไม่ได้ใช้ตำรานั้น ก็ควรทรงไว้เป็นความรู้รอบตัวก็ยังดี จะได้ไม่ทำให้ท่านลืมเลือนตำราที่เคยมีชื่อเสียงมาแล้ว และยังคงกระจัดกระจายอยู่ถูกทำลายหายสูญไปง่ายๆ อีกประการหนึ่งเกรงว่าท่านนักศึกษารุ่นใหม่จะถูกหาว่าท่านเป็นหมอไทยที่ไม่ รู้จักตำรายาไทย

อนึ่งคำ ว่าพระคัมภีร์แพทย์พระตำราและตำรา ขอให้ศึกษาเข้าใจว่า ตามที่กล่าวไว้หลายแห่งไม่เหมือนกันนี้ แล้วแต่ความเหมาะสม คือตำรายา เดิมได้จารเป็นอักขระลงในใบลานเหมือนกับพระคัมภีร์ธรรมะ (คัมภีร์เทศน์) เมื่อเป็นเล่มลาน (ผูก) บรรจุวิชาแพทย์จึงเรียกว่าพระคัมภีร์แพทย์ คัมภีร์เดิมโดยมากเป็นภาษาขอม-มคธ ท่านอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญได้แปลคัดลอกใหม่ลงในสมุดข่อย โบราณจึงเปลี่ยนแปลง เรียกใหม่ว่า ตำราการที่ใช้คำนำ “พระ” ลงไปข้างหน้านั้น เหตุด้วยคัมภีร์แพทย์มีลักษณะคล้ายพระคัมภีร์ธรรมอย่างหนึ่ง ท่านอดีตแพทย์เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของตำรานั้น จึงเรียกนามยกย่องด้วยความเคารพบูชาอย่างหนึ่ง สมัยนั้นเจ้านายก็เป็นแพทย์กันแทบทุกพระองค์ ตำหรับตำราได้ถูกนำถวายไว้ในวังมาก เมื่อได้ประทานใครมากเป็นพระตำราไปหมด แม้ที่สุดพระมหากษัตริย์ก็ยังทรงมี คลังยา คลังพระตำรา ซึ่งเรียกว่าคลังพระตำราข้างพระที่ แล้วยังมีคำต่อท้ายว่าหลวงลงไปอีก ขอท่านผู้ศึกษาจงเข้าใจว่า พระคัมภีร์แพทย์ พระตำราหลวง ก็คือตำราแพทย์นั่นเอง

การศึกษา วิชาแพทย์ ในสมัยเก่าก่อนดึกดำบรรพ์นั้น สานุศิษย์ผู้ที่จะได้รับการศึกษาถ่ายทอดวิชาจากท่านครูอาจารย์นั้น ต้องอาศัยการต่อปากต่อคำจากท่านอาจารย์เอง แล้วก็นำมาท่องบ่นจนขึ้นใจทั้งต้องเป็นผู้ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดหน้าตาม หลักเรียกว่าศิษย์ต้นกุฏิ คอยช่วยปฏิบัติหัดงานทุกอย่างตลอดจนการนวดเฟ้นให้อาจารย์ และการเรียนวิชาการแพทย์ครั้งนั้นมิใช่ของง่าย ผู้ศึกษาต้องตรากตรำทำงานทั้งส่วนตัวและให้อาจารย์กับท่องจำวิชานับว่าต้อง เป็นผู้มีปฏิภาณเฉียบแหลมจริงๆ จึงจะจดจำนำมาใช้ได้ถูกต้อง แม้กระนั้นก็ยังมีท่านบูรพาจารย์ผู้ละความสุขจากบ้าน เที่ยวจารึกเสาะอาเวชวิชาการ ศึกษามาด้วยความลำบากตรากตรำมาตั้งหลายๆ ปี จนเป็นผู้ทรงคุณธรรมสามารถท่องบ่น จดจำถ่ายทอดวิชาแพทย์เหล่านั้นต่อมาจนถึงสมัยนี้ที่อักขระอักษรเจริญแล้ว ท่านจึงใช้จดจารึกบันทึกไว้ ณ ที่ต่างๆ เช่นแกะไว้ในแผ่นหินและโลหะเป็นต้น ความหวังของท่านก็เพื่อจะให้วิชาแพทย์นั้นคงทนถาวรไม่เสื่อมสูญดุจแผ่นหิน และโลหะนั้นๆ วิชาแพทย์จึงได้แพร่หลายมาถึงสมัยคัมภีร์ใบลานและสมุดข่อยแล้วคัดลอกมาลงไว้ เรียกว่าคัมภีร์ หรือตำราว่าอันว่าพระคัมภีร์แพทย์นั้นท่านกล่าวไว้ว่า จำแนกไว้สุดแต่ความเชี่ยวชาญของพระอาจารย์แต่ละท่าน มีกล่าวถึงอาการของโรค วิธีรักษาตำรายาที่ต้องใช้ และสรรพคุณยาไว้พร้อมมูล แม้จะมีการกล่าวไว้ซ้ำกันบ้างก็คนละทัศนะ ซึ่งมีจุดหมายปลายทางอย่างเดียวกันดัง เช่น

๑. พระคัมภีร์ปฐมจินดา มีหลายบท เช่นกล่าวถึงพรหมปุโรหิตแรกปฐมกาลการปฏิสนธิแห่งทารก-กำเนิดโลหิตระดูสตรี ครรภ์ทวานกำเนิดโรคกุมารและยารักษา ฯ
๒. พระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ กล่าวถึงจรรยาของแพทย์ทับ ๘ ประการ-โรคทราง-สมุฏฐานแห่งไข้-อติสารมรนญาณสูตร
๓. พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ กล่าวถึงกองธาตุพิการตามฤดู ฯ
๔. พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย กล่าวถึงการค้นหาต้นเหตุการณ์เกิดโรค ฯ
๕. พระคัมภีร์โยคสาร (แพทยาลังกา) ของอมรเสกมหาอำมาตย์ กล่าวถึงรสยาและลักษณะนิมิตร้ายดี ฯ
๖. พระคัมภีร์มหาโชตรัต ของพระอาจารย์ท้าวสหัมบดีพรหมกล่าวถึงโรคระดูสตรี ฯ
๗. พระคัมภีร์ชวดาร กล่าวถึงพิษอาหารทำให้ลมโลหิตกำเริบ ฯ
๘. พระคัมภีร์โรคนิทาน ของพระอาจารย์โกมาร ภัจจ์ กล่าวถึงกองธาตุทั้งสี่ มีเกิน-หย่อนหรือพิการ ฯ
๙. พระคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ กล่าวถึงกองธาตุทั้งสี่ โรคโลหิตระดูสตรี ฯ
๑๐. พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ ของพระอาจารย์โกมารภัจจ์ กล่าวถึงโรคอุจจาระธาตุ ฯ
๑๑. พระคัมภีร์มุจฉาปักขัณฑา กล่าวถึงโรคปัสสาวะมุตกิตมุตฆาต ฯ
๑๒. พระคัมภีร์ตักกสิลา กล่าวถึงบรรดาไข้พิษทั้งปวง ฯ
๑๓. พระคัมภีร์กระษัย กล่าวถึงโรคกระษัย ๒๖ ประการ ฯ
๑๔. พระคัมภีร์อภัยสันตา กล่าวถึงกำเนิดไข้ โรคทรางและตาทุกชนิด ฯ
๑๕. พระคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร กล่าวถึงโรคลม ๑๐ ประการ ฯ
๑๖. พระคัมภีร์อติสาร กล่าวถึงโรคอุจจาระร่วง ฯ
๑๗. พระคัมภีร์มุขโรค กล่าวถึงโรคในปากและคอ ๑๙ ประการ ฯ
๑๘. พระคัมภีร์จะละนะสังคหะ กล่าวถึงลักษณะอุจจาระธาตุ ๔ ประการ ฯ
๑๙. พระคัมภีร์วารโยคสาร กล่าวถึงลักษณะนิมิตดีร้าย ๓๐ ประการ (คล้ายวรโยคสาร) ฯ
๒๐. พระคัมภีร์ธาตุอภิญญา กล่าว ถึงลักษณะโรคที่เกิดกับธาตุ ๔ มี ๓ ประการ ฯ

นอกจากที่ นำมากล่าวแล้วนี้ ปรากฏว่ายังมีตำรายาไทยเบ็ดเตล็ดที่เรียกกันว่า ตำราเกล็ดอีกมากมาย ถึงกระนั้นพระคัมภีร์แพทย์ และตำราที่มีอยู่แล้ว ก็ยังเป็นจำนวนน้อย ไม่เพียงพอแก่จำนวนแพทย์และผู้นิยมสนใจ จึงต้องมีการศึกษาเล่าเรียนคัดลอกต่อกันมาด้วยความเพียรพยายามอันยากยิ่ง นับเป็นเวลานานจนบรรลุถึงสมัยรัชการที่ ๕ พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ได้ทรงพระราชดำริว่า พระคัมภีร์แพทย์ต่างๆ นั้น ใช้สำหรับบำบัดโรคภัยไข้เจ็บเป็นประโยชน์แก่มหาชนเป็นอันมาก ทั้งพระตำหรับหลวงเก่าๆ ที่สร้างขึ้นได้ใช้สืบสายกันมาก็สูญหายไปบ้าง ทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องทนุบำรุง ให้พระคัมภีร์แพทย์เป็นหลักฐานแพร่หลายต่อไปในกาลภายหน้า จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ประชุมแพทย์หลวงนำพระคัมภีร์แพทย์ในที่ต่างๆ มาทำการตรวจสอบให้ตรงกันกับของดั้งเดิม และได้ทรงแต่งตั้งให้

พระเจ้าราชวงค์เธอ กรมหมื่นอักสรสาสนโสภณ
พระเจ้าราชวงค์เธอ กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย
พระยาอมรศาสตร์ประสิทธิ์ศิลป์
หลวงกุมารเพชร
หลวงกุมารแพทย์
ขุนกุมารประเสริฐ
ขุนเทพกุมาร

กรรมการ คณะนี้ ได้จัดการตรวจสอบชำระพระคัมภีร์แพทย์ทั้งมวลให้เป็นที่ถูกต้องมีหลักฐานจด บันทึกไว้ในหอสมุดหลวง แต่คงใช้กันในหมู่แพทย์หลวงโดยมาก ในคราวนั้นท่านอาจารย์คุณพระประสิทธิ์วิทยา (คุณหมอหนู) ได้รับตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่ในโรงพยาบาลศิริราช ต่อมาได้พระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาประเสริฐศาสตร์ธำรง ถึง พ.ศ. ๒๔๓๒ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งโรงเรียนแพทยาลัยขึ้นในโรงพยาบาลนั้น ท่านเจ้าคุณได้เป็นอาจารย์สอนวิชาแพทย์ไทย ร่วมกันกับคุณหมอนิ่ม คุณหมอคง และหมออื่นๆ อีกหลายท่าน ต่างก็ได้เรียบเรียงตำราของตัวไว้ เพื่อใช้สอนแก่นักเรียนแพทย์ในยุคนั้น ท่านเจ้าคุณประเสริฐศาสตร์ธำรง (คุณหมอหนู) ได้เรียบเรียงตำราชื่อ “เวชศาสตร์วรรณนา” ไว้ ตำราเล่มนี้กล่าวถึงพระคัมภีร์ ฉันทศาสตร์-ตักกสิลา ธาตุวิภังค์ ธาตุวิวรณ์-สมุฏฐานวิจิจฉัย-จะละนะสังคะหะ-ชวดาร-ทุลาวสา-ปฐมจินดา- มหาโชตรัต-กระษัย-อภัยสันตา-อติสาร-มัญชุสาร-วิเชียร-มรณญาณสูตร และพระคัมภีร์มุขโรคฯ พระตำราเวชศาสตร์วรรณนานี้ ต่อมาคุณสุ่ม วรกิจพิศาล (บุตร) พึ่งนำออกพิมพ์จำหน่ายทั่วไป เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๕๐

ส่วนคุณ หมอนิ่มนั้น ครั้งหลังได้พระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็นพระยาประเสริฐศาสตร์ธำรงเหมือนกัน แต่ตำราของท่านและหมออื่นๆ ที่เรียบเรียงใช้เป็นตำราสอนมิได้พิมพ์ออกจำหน่ายให้แพร่ไว้ จึงเป็นการยากที่จะค้นหามากล่าวได้

เมื่อได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งโรงเรียนราชแพทยาลัยขึ้นแล้ว ใน พ.ศ. ๒๔๓๒ ได้มีการพิมพ์ตำราแพทย์สำหรับโรงเรียนเล่มแรกชื่อว่า “แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ พิมพ์เป็นตอนๆ แบ่งออกเป็นภาคกล่าวรวมทั้งวิชาแพทย์ไทยโบราณและวิชาแพทย์ฝรั่ง โดยมีความประสงค์เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่โรงเรียนราชแพทยาลัยและมหาชนทั่วไป โดยให้คำปรารภไว้ว่า มนุษย์สามัญชนทั้งหลาย ย่อมมีความรักในชีวิต และสังขารร่างกายยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวง ไม่อยากได้รับความทุกขเวทนาจากการป่วยไข้ต่างๆ หากเกิดขึ้นจริงก็จำเป็นต้องแสวงหาเครื่องป้องกันโรคภัยนั้น ๆ โดยรู้จักคำแนะนำชี้แจง การบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรงปราศจากโรคอยู่ได้ตามอายุขัย ในการนี้จำเป็นต้องอาศัยตำราที่มีหลัก ถูกแบบแผนรวมกับความเข้าใจใคร่ครวญหาเหตุผลของผู้อ่านนั้นด้วย ทั้งสองอย่างนี้จะทำประโยชน์ให้แก่ผู้นั้นทั้งครอบครัว ในเมื่อประสบกับโรคภัยไข้เจ็บ จะได้หายารับประทานได้ทันท่วงที มิให้โรคกำเริบเรื้อรังต่อไป แต่ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ชุดนี้ออกมาได้เพียง ๓ เล่มเล็กๆ ก็มีอันเป็นต้องล้มเลิกไป

พ.ศ. ๒๔๔๔ เจ้าพนักงานกรมพยาบาลของกระทรวงธรรมการดำริว่าโรงเรียนราชแพทยาลัย ได้ตั้งมา ๑๒ ปีแล้ว นับว่ามีความเจริญขึ้นทุกที กุลบุตรผู้ได้ศึกษาวิชาแพทย์นั้น ก็มีความรู้ในทางรักษาพยาบาลการเจ็บไข้ต่างๆ โดยชำนิชำนาญเหมาะแก่กาลสมัยเห็นคุณประโยชน์เป็นอย่างยิ่งของวิชานี้แล้ว แต่ยังหาได้มีหลักตำราสาธารณะประโยชน์แก่แพทย์และมหาชนทั้งหลายที่จะระวัง รักษาร่างกายไม่ เพราะฉะนั้นจึงได้รวบรวมพระคัมภีร์แพทย์ไทยทั้งปวง และตำราแพทย์ฝรั่ง บรรดาที่สอนอยู่ในโรงเรียนนั้นด้วย เป็นต้นว่า พระตำราข้างพระที่ (พระตำราหลวงที่ตรวจสอบแล้ว) กับทั้งตำราตรวจโรคและรักษาไข้ต่างๆ ที่แพทย์โรงพยาบาลได้เรียบเรียงขึ้นใหม่โดยได้เคยพบปะและตรวจตรารักษาพยาบาล มาแล้ว หรือที่กำลังรักษาอยู่โดยละเอียดรวมออกพิมพ์ให้ชื่อว่า “ตำราแพทย์ศาสตร์” ลงพิมพ์พระคัมภีร์แพทย์เล่มต่างๆ ต่อจากตำราแพทย์สาสตร์สงเคราะห์ที่เลิกล้มไป คือกล่าวถึง พระคัมภีร์ปฐมจินดา-โรคนิทาน–ชวดาร-ธาตุอภิญญาณ- มุจฉาปักขันทา-ธาตุบรรจบ-อุทรโรค-อภัยสันดาฯ

ต่อมา บรรดาแพทย์ประกาศนียบัตร ซึ่งสอบวิชาแพทย์จากโรงเรียนราชแพทยาลัยได้รวมกันจัดตั้งเวชศาสตร์สโมสรขึ้น หวังประโยชน์ต่อความเจริญของเวชศาสตร์วิทยา คณะสมาชิกของสโมสรนี้ขึ้นกับกรมสัมปาทิกสภา กระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกันจัดการพิมพ์ตำราแพทย์ขึ้นอีก ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ ให้ชื่อว่า “ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” ตามฉบับแรกแต่แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เล่มนี้กล่าวถึงวิธีและตำราของแพทย์ฝรั่ง เกือบหมดเล่ม จะมียาไทยแทรกอยู่บ้างก็เพราะหายาฝรั่งแทนยังไม่ได้เท่านั้น ผู้จัดการพิมพ์คือ ร.อ.ดำรง แพทยาคุณ ออกเป็นรายเดือนปีละ ๑๒ เล่ม แต่ทราบว่าหมดทุน จึงออกเพียง ๔ เล่ม แล้วก็ต้องเลิกล้มไปอีก และยกเอาไปพิมพ์รวมอยู่ในจดหมายเหตุของหนังสือพิมพ์วิทยาจารย์ ในสมัยนั้นเป็นอันว่าพระคัมภีร์แพทย์ และตำราไทยในนามของ “แพทย์ศาสตร์” ต้องล้มลุกคลุกคลานมาจนตั้งตนไม่ติดถึงสลายตัวไปเลย จึงไม่มีกล่าวในตำราใดๆ ของแพทย์แผนใหม่ แม้ว่าตำราเรียนที่ถูกพิมพ์ขึ้นใหม่ ก็กลายเป็นตำรายาเทศไปหมด รวมทั้งวิชาศึกษาพันธุ์สมุนไพรของนักเรียนแพทย์ปัจจุบันนี้ ก็ไม่เห็นมีตำราสมุนไพรของไทย จะเห็นว่าสมุนไพรในเมืองไทยไม่มีมาตรฐานหลักการอันแน่นอน หรือเพราะเหตุใดยังสืบไม่ทราบ

ขอย้อน กล่าวถึงตำราอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นชุดสำคัญในยุคนี้ ได้ออกพิมพ์ปีเดียวกับตำราเวชศาสตร์วรรณนา แต่ในปลายปี สมัยที่ท่านเจ้าคุณพิศณุประศาสตร์เวช (ท่านอาจารย์คง) ผู้ทรงคุณวุฒิวิชาแพทย์ไทยท่านหนึ่ง ในคณาจารย์ของโรงเรียนแพทยาลัย หรือโรงเรียนเวชสโมสร เห็นความจำเป็นว่า บรรดาประชาชนคนไทยที่ประสบความเจ็บป่วยไข้เป็นธรรมดาต้องรู้จักวิธีการรักษา และการใช้ยาจะให้ได้ผลแพร่หลาย ก็อาศัยแต่ตำราแพทย์เท่าที่มีอยู่จำนวนน้อย เมื่อเกิดป่วยไข้ขึ้นก็เสาะแสวงหาตำราแพทย์ หรือขอลอกคัดกันต่อๆ มา เป็นการล่าช้าไม่ทันการ แม้จะมีพระคัมภีร์ของหลวง ที่ตรวจสอบถูกต้องแล้วก็จริง แต่คงใช้กันในหมู่แพทย์หลวงโดยมาก ประชาชนทั่วไปมีโอกาสใช้น้อย ท่านมีความประสงค์จะเทิดทูลความศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์แพทย์ไทยไว้ ให้เป็นหลักสาธารณะมรดกตกทอด ก่อประโยชน์ถึงลูกหลานเหลนไทยทั้งมวล จึงนำความคิดเห็นของท่านนี้ กราบทูลขอประทานอนุญาตพิมพ์คัมภีร์ฉบับหลวง จากพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงดำรงราชานุภาพ ซึ่งดำรงตำแหน่งองค์ประธานจัดการหอพระสมุดหลวงในเวลานั้น เริ่มพิมพ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ให้ชื่อว่า “แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” ฉบับหลวงมีสองเล่มจบ เป็นตำราแพทย์ไทยแท้ๆ ต่อมาอีก ๑ ปี ท่านเจ้าคุณมีความคิดเห็นอีกว่า ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ที่พิมพ์ขั้นนั้น ได้นำไประโยชน์มาให้แก่ประชาชนและแพทย์ไทยทั้งหลายอย่างมหาศาลก็จริงอยู่ แต่เป็นตำราที่กล่าวไว้อย่างพิสดารกว้างขวางมาก อาจเป็นการยากแก้ผู้ศึกษาเล่าเรียนและประชาชนทั่วไป ท่านจึงจัดพิมพ์ตำราแพทย์ศาสตร์ฉบับสังเขป ซึ่งท่านได้เรียบเรียงไว้เป็นหลักการสอนในโรงเรียนแพทย์ โดยคิดค้นเอาเฉพาะที่จำเป็นใช้กล่าวนำไว้ว่า เพื่อเป็นคู่มือของแพทย์และพยาบาลชื่อว่า “เวชศึกษา” หรือแพทย์ศาสตร์สังเขป แบ่งเป็น ๓ เล่ม พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ ที่ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่าเป็นตำราชุดสำคัญคือตำราชุดนี้มีแพทย์ศาสตร์ สงเคราะห์ฉบับหลวงเล่ม ๑-๒ และเวชศึกษาเล่ม ๑-๒-๓ ของพระยาพิศณุประศาสตร์เวชรวม ๕ เล่มนี้ ทางราชการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศระบุให้เป็นตำราหลวงแพทย์เภสัชกรโบราณมี สิทธิ์ใช้ปรุงยาโดยไม่ต้องใช้ตำรายาในตำราเล่มนี้ไปจดทะเบียนตำรายาไทย แม้จะได้เป็นมรดกตกทอดถึงสมัยปัจจุบันนี้ก็จริง แต่มิได้เป็นมรดกถึงแพทย์ไทยทั้งประเทศ ดังเจตน์จำนงค์ของท่านโบราณาจารย์ คงเป็นสิทธิ์ตกทอดให้แพทย์ไทยเพียงส่วนหนึ่งที่ท่านเรียกว่าแพทย์แผนโบราณ เท่านั้น

ฉะนั้นขอ ฝากคำวิงวอนไว้ว่า พวกเราจำนวนน้อย มีหน้าที่ต้องรักษามรดกอันใหญ่ยิ่งนี้ไว้ไม่ให้เสื่อมสูญ จึงขอเชิญชวนท่านผู้สามารถหรือทรงคุณวุฒิ และผู้ศึกษารุ่นใหม่ซึ่งจะเป็นผู้เปรื่องปราชญ์ในวิชาแพทย์แผนโบราณในภาย หน้าทั้งหลาย จงเพิ่มความสนใจช่วยกันผดุงส่งเสริมตำราวิชาแพทย์ไทยดั้งเดิมในทุกสาขาตาม ที่ถนัดแล้ว จัดพิมพ์ออกจำหน่ายให้มากรายด้วยกัน โดยพยายามให้อยู่ในลักษณะแบบฉบับของโบราณ แม้ชีวิตท่านจะต้องดับสูญไปแล้ว แต่ตำราที่ท่านได้สร้างไว้ยังปรากฏเป็นวิชาอนุสรณ์แพร่หลาย ยังประโยชน์แก่อนุชนไว้ศึกษาต่อไป ในเรื่องนี้โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ ถือว่าเป็นวัตถุประสงค์ที่สำคัญของโรงเรียนเหมือนกัน ฯ

 

จรรยาเภสัช

๑. ต้องหมั่นเอาใจใส่ศึกษาวิชาแพทย์เพิ่มเติมให้เหมาะแก่กาลสมัยอยู่เสมอไม่เกียจคร้าน
๒. ต้องพิจารณาหาเหตุผลในการปฏิบัติงานด้วยความสะอาดประณีต ไม่ประมาทมักง่าย
๓. ต้องมีความซื่อสัตย์เมตตาจิตแก่ชีวิตผู้ใช้ยาไม่โลภเห็นแก่ลาภ โดยหวังกำไรให้มากเกินควร
๔. ต้องละอายต่อบาป ไม่กล่าวเท็จโอ้อวดให้ผู้อื่นหลงเชื่อในความรู้ความสามารถอันเหลวไหล
๕. ต้องปรึกษาผู้ชำนาญเมื่อเกิดความสงสัยใจตัวยาชนิดใด หรือวิธีปรุงยาโดยไม่ปิดบังความเขลาของตน

กล่าวย่อ ไว้เป็นหัวข้อเพียง ๕ ข้อ เพื่อจะได้จดจำง่าย แต่ยังมีพฤติการณ์อีกมากมายที่จะต้องปฏิบัติ ขอให้นักศึกษาจงถือว่า จรรยาเภสัชนี้ เสมือนหนึ่งจรรยาศีลธรรม ๕ ข้อ สำหรับประจำใจ เมื่อท่านได้เป็นเภสัชกรโดยสมบูรณ์แล้วตลอดอายุของท่าน

 

หลักเภสัช

ท่านที่ เป็นนักศึกษา วิชาเภสัชกรแผนโบราณ เมื่อท่านได้ทราบความเป็นมาแห่งตำรายาไทย พอเป็นความรู้เบื้องต้นพร้อมทั้งข้อแนะนำและจรรยามารยาทของเภสัชกรเป็นที่ เข้าใจดีแล้ว จึงต้องเริ่มเรียนถึงหลักสำคัญของการศึกษาในวิชานี้ ท่านกล่าวพอสรุปความไว้เป็น ๔ ประการ ซึ่งสำหรับจะได้เอามาปรับปรุงเป็นยาแก้โรคได้ ขอจำแนกออกเป็น ๔ บท เพราะผู้ที่จะเป็นเภสัชกรแผนโบราณจำเป็นต้องรู้หลักใหญ่ ๔ ประการนี้ก่อน คือ:-

บทที่ ๑ เรียกว่าเภสัชวัตถุ
ต้องรู้จักตัวยา คือ วัตถุธาตุนานาชนิด ที่จะนำมาใช้เป็นยาแก้โรค
บทที่ ๒ เรียกว่าสรรพคุณเภสัช
ต้องรู้จักสรรพคุณและรสของวัตถุธาตุที่จะนำมาใช้เป็นยา
บทที่ ๓ เรียกว่าคณาเภสัช
ต้องรู้จักพิกัติยา คือยาหลายอย่างรวมเรียกอย่างเดียว
บทที่ ๔ เรียกว่าเภสัชกรรม
ต้องรู้จักการปรุงยาหลายวิธี ตามแบบตำราโบราณ