พระคัมภีร์วรโยคสาร

พระคัมภีร์วรโยคสาร เป็น ตำราว่าด้วยองค์แห่งแพทย์ ๓๐ ประการ คุณลักษณะของแพทย์ที่ดี ลักษณะผู้ป่วย นิมิต โรค การรักษาโรค การเก็บสมุนไพร และท้ายสุดว่าด้วยอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

พระคัมภีร์วรโยคสาร ปรากฏหลักฐานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๓ ใน “พระคัมภีร์เวชศาสตร์สงเคราะห์” ซึ่งรวบรวมขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทว่าเมื่อพิจารณาตามบานแพนกเดิมจะเห็นได้ว่าน่าจะเป็นตำราเก่าที่มีมานาน แล้ว แต่เพิ่งมารวบรวมขึ้นเป็นหลักฐาน เนื้อหาตอนต้นเรื่องออกนาม “อมรเสกมหาอำมาตย์” เสนาบดีแห่งลังกาทวีปเป็นผู้แต่งพระคัมภีร์วรโยคสาร

พระคัมภีร์วรโยคสาร เป็นตำราการแพทย์แผนไทยที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ปรัชญาในการรักษาโรคและทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้นส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก คัมภีร์พระพุทธศาสนาหรือพระไตรปิฎก และที่เรียกการรักษาว่า “ติกิจฉาวิธี” แปลเอาความว่า “วิธีการรักษาโรคตามแนวพระพุทธศาสนา” (ติกิจฉา แปลว่า การเยียวยา การรักษา การบำบัดโรค หรือเวชกรรม) ซึ่งปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการวินิจฉัย รักษาโรคโดยใช้ยาสมุนไพร และการรักษาโรคแบบต่างๆ ในพระวินัยปิฎกภาคที่ ๒ เรื่อง “เภสัชชขันธกะ” และในขุททกนิกาย บทที่ว่าด้วย “พรรณนาวังติสาร” ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับอวัยวะในร่างกายไว้อย่างละเอียดลออ


พระคัมภีร์วรโยคสาร

นัต๎วา มุนิน์ทจรณํ ติภเวกเสฏ์ฐํ สัต์ถาสุวุต์ตวิวิธํ สุภสัน์ตตัน์ โต อัต์ถาภิสัช์ชกุสเลน สมุท์ยตัต์ถํ วัก์ขามิสํ คร๎หมิทํ วรโยคสารํ แปล (อหํ) อันว่าข้า (อมรเสกมหามัจโจ นาม) ชื่อว่า อมรเสกมหาอำมาตย์ (เป็นชื่อของเสนาบดีกรุงลังกาผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้แต่งตำรานี้) (นัต๎วา) ขอถวายนมัสการโดยเคารพ ด้วยกาย วาจาแลมโนทวาร (มุนิน์ทจรณํ) ซึ่งพระบาทแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย (ติภเวกเสฏ์ฐํ) ผู้ประเสริฐแต่พระองค์เดียวใน ๓ ภพ (วัก์ขามิ) จักกล่าว (อิทํ สํคร๎หํ) ซึ่งคัมภีร์นี้ (วรโยคสารํ) ชื่อวรโยคสาร (อัต์ถาภิสัช์ชกุสเลน สมุทยตัต์ถํ) มีเนื้อความอันนักปราชญ์ผู้ฉลาดในอธิบายแห่งกรรม แห่งแพทย์ยกออกมาด้วยดี (สัต์ถาสุวุต์ตวิวิธํ สุภสัน์ตตัน์โต) แต่ศิลปสาตร์อันประกอบด้วยรสอันดีมีประการเปนอันมาก อันนักปราชญ์กล่าวไว้โดยพิเศษ (ทูตลักษณไนมิต์ตมังคลวปนมริส์ฐกํ อาโรค๎ยวิปริตัญ์จภิสัช์เต ภิสัช์มาตุระ ปริจาริก์สับปัต์ติ วยาธิปรัก์ริติสมานะ เทสะกาละวาโยเทหะ สัต๎วาสาติมกลัก์ษณัม์ ระสะโทสาวสภาวัญ์จ สรวโทสสมุตภวัม์ ตะเถวะโทสะสมนํ ตริวิธํ วยาธิลัน์ขณัม์ อามาคนิพละมาทานํ นิทานํ ปูรวเหตุจะ ตรีสธางคานิภิสชาทฤษฏราวะกรมสมาจะเรต์) อันว่าองค์แห่งแพทย์มี ๓๐ ประการ คือ ทูตลักษณ ๑ เนมิตร์ลักษณ ๑ องคลักษณ ๑ สุบินลักษณ ๑ อริฐลักษณ ๑ อาโรคยลักษณ ๑ วิปริตลักษณ ๑ ภิสังคสัมปัตติลักษณ ๑ ไภสัช์ชสัมปัตติลักษณ ๑ อาตุรสัมปัตติลักษณ ๑ ปริจาริกสัมปัตติลักษณ ๑ วยาธิลักษณ ๑ ปรกฤติลักษณ ๑ ฐานคตวยาธิลักษณ ๑ เทสคุณลักษณ ๑ กาลคุณลักษณ ๑ วะยะลักษณ ๑ เทหะลักษณ ๑ สัตวลักษณ ๑ สาตมิกลักษณ ๑ รสลักษณ ๑ โทสวภาวลักษณ ๑ สรรพโทโสต ภวะลักษณ ๑ โทสสมนะลักษณ ๑ ตริวิธวยาธิลักษณ ๓ อามาคนิพละลักษณ ๑ อาทานะลักษณ ๑ นิทานะลักษณ ๑ บุรพเหตุลักษณ ๑ เปน ๓๐ ประการ แพทย์ผู้รู้ลักษณดังนี้แล้ว พึงประพฤติซึ่งเวชกรรมเถิด อันว่าแพทย์ผู้ใดกอบด้วยคุณลักษณ ๔ ประการ ว่าคือได้เรียนรู้ชำนาญในคัมภีร์แพทย์มามาก ๑ มีปัญญาฉลาดรู้ ชัดเจนในคณะโรค ๑ ได้เคยรักษาโรคด้วยยาเคยใช้มาแต่โบราณ ๑ มีจิตรมิได้โลภในอามิศ มีแต่เมตตากรุณาแก่สัตว์ ๑ แพทย์ผู้นั้นได้ชื่อว่าภิสกุตตมแพทย์แล บัดนี้จักอธิบายในองค์แห่งแพทย์ ๓๐ ประการ คือ

(๑) ในทูตลักษณะนั้น พึงให้แพทย์พิจารณาดู ซึ่งบุคคลผู้เปนทูตมาหาตนเพื่อจะให้ไปรักษาโรคนั้น ถ้าเปนหินะชาติก็ดี มีอวัยวะอันพิการก็ดี มุ่นมวยผมเปนชฎามาอย่างโยคีก็ดี ถือบ่วงถือไม้ถือเครื่องสาตราวุธมาก็ดี นุ่งห่มผ้าดำแดงเก่าล้วนมาก็ดี มาแล้วเจรจาคำเปนอับประมงคลก็ดี เอามือลูบท้องก็ดี เอามือสีกันก็ดี มีกายอันทาน้ำมันมาก็ดี เปนคนนักเลงหญิงเปนต้นก็ดี คนเปนกระเทยเปนอ่างหูหนวกก็ดี มามือเปล่าๆ ก็ดี ลักษณะคนใช้ผู้มาหาหมอดังนี้ เปนลักษณะอันชั่วร้าย ให้หมอพึงรู้ว่าไข้นั้นหนักจะรักษามิได้เลย

( จบฑูตลักษณะ )

(๒) ในเนมิตตลักษณะนั้น อธิบายว่า หมอเมื่อออกจากเรียนไปเพื่อจะรักษาไข้นั้น ถ้าได้เห็นผู้หญิงสาวเดินมาก็ดี เห็นวัวก็ดี เห็นสังข์ก็ดี กลองก็ดี ทะธิ ก็ดี เห็นมะธุระ ผลก็ดี ดอกไม้มีสีขาว เหลืองก็ดี เห็นไฟกำลังลุกเปนเปลวก็ดี เห็นคงคาก็ดี เห็นช้าง ม้าแลวัวตัวผู้ก็ดี เห็นหม้อน้ำอันเต็มเปี่ยมก็ดี เห็นธงก็ดี เสวตรฉัตรก็ดี เห็นคนถมดินก็ดี ปราบที่ให้เสมอก็ดี เห็นฝนตกก็ดี เห็นคนถืออาหารอันสอาดมาก็ดี ได้ฟังคนสังวัทธยาย มนต์ก็ดี เห็นหญิงคนชั่วก็ดี เห็นคนถือก้อนเนื้อสดก็ดี ได้ฟังถ้อยคำอันไพเราะก็ดี ถ้านิมิตรเปนต้นดังนี้ ปรากฏแก่หมอ ให้พึงรู้ว่าเปนนิมิตดี

( จบนิมิตร์ลักษณะ )

(๓) ในองคลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า เมื่อหมอไปถึงคนไข้แล้ว ให้ไปยืนอยู่ตรงหน้าคนไข้ แล้วให้เศกด้วยมนต์นี้ โอมนะมะอิงคินิตกรัณ ณมังฑะสิทธิเอสวาหะ ครั้นศกแล้วให้พิจารณา ดูว่าคนไข้นั้นจะลูบคลำจับต้องอวัยวะอันใด ถ้าลูบคลำที่ข้อเท้ากำหนด ๖ เดือนจะตาย ถ้าลูบคลำแก้มกำหนด ๓ เดือนจะตาย ถ้าลูบหน้าผากกำหนดเดือนครึ่งจะตาย ถ้าลูบคิ้ว ๙ วันจะตาย ถ้าลูบหู ๗ วันจะตาย ถ้าลูบตา ๕ วันจะตาย ถ้าลูบจมูก ๓ วันจะตาย ถ้าลูบลิ้นจะตายในวันนั้น ถ้าแพทย์เห็นอาการดังนี้แล้ว ให้กลับไปเสียเถิด

( จบองคลักษณะ )

(๔) ในสุบินลักษณะนั้น มีเนื้อความว่าให้คนไข้ก็ดี ญาติแลผู้พยาบาลก็ดี ชำระตัวให้บริสุทธิ์แล้วเอาดอกไม้ธูปเทียนบูชาเทวดา แล้วขอนิมิตร์ฝันให้รู้จักว่าร้ายแลดี ถ้าฝันว่าเปรตก็ดี บรพชิตก็ดี มาสร้วมกอดเข้าไว้ อนึ่งฝันว่าได้น้ำผึ้งแลน้ำมันงาก็ดี ฝันว่าได้ฟังถ้อยคำที่หยาบช้าก็ดี ฝันเห็นคนทาเปือกตมแล้วฟ้อนรำก็ดี ฝันว่าตกในเปือกตมก็ดี ฝันเห็นคนขี่สุกรขี่กระบือขี่อูฐแลฬาไปทางทิศทักษิณ ก็ดี ฝันว่าได้นุ่งห่มผ่าแดงผ้าดำก็ดี ฝันว่าพบคนมีผมรุงรังก็ดี ฝันว่าเห็นคนจูงมือหญิงเดินไปทิศทักษิณก็ดี ฝันเห็นภูเขาทะลายก็ดี ฝันเห็นดวงจันทร์ อาทิตย์ แลดวงดาวตกลงก็ดี ฝันเห็นเขามัดก็ดี ฝันว่าแพ้ความเขาก็ดี ฝันว่าได้เห็นกาเปนต้นก็ดี ฝันว่าขี้บนจอมปลวกแลต้นไม้มีหนามก็ดี ฝันว่าได้ผ้าดำก็ดี ฝันว่าได้เท่าไฟแลเมล็ดฝ้ายก็ดี ฝันว่าได้เข้าสุกแลได้เลนก็ดี ลักษณะสุบินเปนต้นดังกล่าวมานี้ เปนนิมิตรอันร้าย ถ้าคนดีฝันจะเปนไข้ คนไข้ฝันจะตาย

ถ้าฝันเห็นพระจันทร์แลอาทิตย์ทรงกลดก็ดี ฝันว่าได้ขี่โคผู้แลโคสามัญแลขี่ช้างม้าก็ดี ได้ขึ้นบนปราสาทก็ดี ได้ขึ้นภูเขาแลต้นไม้อันมีผลก็ดี ขึ้นเรือก็ดี ฝันเห็นเทวดาพรหมแลท้าวพระยาก็ดี ฝันเห็นผ้าขาวแลธงก็ดี ฝันเห็นน้ำแลประทีปก็ดี ฝันว่าได้ว่ายน้ำในมหานทีก็ดี ลักษณะฝันแปนตันดังนี้คือ พึงรูว่าเปนอาโรคยสุบินลักษณะ

( จบสุบินลักษณะ )

(๕) ในอริฐลักษณะนั้น มีเนื้อความว่าคือคนไข้ผู้ใดมีอินทรีย์ ๕ คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, อันใดอันหนึ่งวิการก็ดี เห็นหมอแลครู เห็นกัลยาณมิตรแลบิดามารดา แลเห็นยามิชอบใจก็ดี เห็นเปนสายฟ้าแลบในอากาศอันผ่องแผ้วก็ดี อนึ่งดาวอรุณณวดีอยู่ทิศอุดร คนไข้ดูไม่เห็นก็ดี แลดูอากาศไม่เห็นก็ดี เห็นแผ่นดินเปนช่องเปนหลุมดังแผ่นกระดานหมากขุมก็ดี เห็นดาวกลางวันก็ดี เห็นพระจันทร์แลอาทิตย์เปนช่องในวงก็ดี หารัสมีมิได้ก็ดี จมูกไม่รู้จักกลิ่นประทีปอันดับ (มีกลิ่นควันเทียนแลธูปเปนต้น) ก็ดี เห็นเงาในกระจกในน้ำมีอวัยวะวิปลาสต่างๆ ก็ดี แลดูไม่เห็นเงาก็ดี เห็นเงาเปนรูปต่างๆ ก็ดี เห็นเงาผอมไปก็ดี เห็นเงาดำแดงก็ดี ให้ปากเหม็นเหน้าก็ดี หาความละอายมิได้ก็ดี ให้หัวเกิดเปนรังแคมากดุจผงดินสอพองก็ดี ให้เล็บแลฟันมีสีต่างๆ ก็ดี เหม็นก็ดี เห็นเกลียวเอ็นมีสีเหลือง สีตวัน สีดังอรุณดก็ดี มีสีนวน สีดำ สีขาวก็ดี เหาคลานออกไต่ตามหน้าผากก็ดี เข้าที่เสียผีนั้นกาไม่กินก็ดี นอนหลับซึมไปก็ดี นอนไม่หลับก็ดี ข้อมือ ข้อเท้า ห้วเข่าแลหน้าผาก แก้มแลคางแลนิ้วมือเคลื่อนจากที่ก็ดี เสียงดังนักอ่อนแลเบาหนักก็ดี เส้นผมฉีกก็ดี กินมากแต่อุจจาระน้อย กินน้อยแต่อุจจาระมากก็ดี ผิวหน้านวนแปลกสีก็ดี กลิ่นตัวหอมหรือเหม็นก็ดี หมู่แมลงวันหัวเขียวตอมตัวมากก็ดี ลักษณะเปนต้นดังนี้ พึงรู้ว่าอริฐลักษณะเปนลักษณะร้ายนักแล

( จบอริฐลักษณะ )

(๖) ในอาโรคยลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า คนไข้เห็นหมอเข้าแล้วให้เกิดความรักใคร่เหมือนครูแลเทวดาก็ดี เต็มใจในการที่จะกินเข้าแลดื่มน้ำก็ดี มีสติเปนปรกติดังคนรักษาศีลก็ดี เต็มใจกินยาก็ดี อนึ่งรศยานั้นเผ็ด, ขม, ร้อน,ฝาด, ก็อุตส่าห์แขงใจกินดังกินขนมอันหวานก็ดี ลักษณะดังนี้ชื่อว่าอาโรคยลักษณะ

( จบอาโรคยลักษณะ )

(๗) ในวิปริตลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า หมอ ๑ ยา ๑ คนไข้ ๑ คนพยาบาล ๑ ทั้ง ๔ ประการนี้ เปนองค์แห่งการรักษา อนึ่งหาหมอหายาได้คล่องดังใจก็ดี ได้คนพยาบาลเปนที่ชอบใจก็ดี ทำยาได้เร็วดังใจก็ดี ทั้ง ๔ ประการนี้เปนสิทธิที่จะให้โรคหายถ้าขาดแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ชื่อว่าวิปริตลักษณะ

( จบวิปริตลักษณะ )

(๘) ในอภิสังคสัมทปัตติลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า หมอผู้ใดกอบด้วยองค์ ๔ ประการ คือได้ศึกษาวิชาแพทย์ในสำนักนิ์อาจาริย์ถึง ๗ คน ๑ มีวิชาแพทย์อันได้เรียนรู้โดยชัดเจน ๑ ฉลาดในกิริยาที่จะรักษาโรคต่างๆ ๑ ไม่อาไลยแก่ลาภมีกายวาจาแลใจบริสุทธิ์ ๑ หมอมีองค์ ๔ ประการนี้ ชื่อว่าอภิสังคสัมปัตติลักษณะ

( จบฑูอภิสังคสัมปัตติลักษณะ )

(๙) ในไภสัชชสัมปัตติ ลักษณะนั้นามีเนื้อความว่า หมอจะเก็บยา (หาเครื่องยา) นั้น ถ้าสิสิระฤดู คิมหันตะฤดู ๒ ฤดูนี้ ให้เก็บราก เหมันตะฤดูให้เอาแก่น แลฤดูทั้ง ๖ ให้เอาเปลือก ยาง หัว ถ้าน่าดอกให้เอาดอก ถ้าน่าผลให้เอาผลเถิด ลักษณะดังกล่าวมานี้ชื่อว่าไภสัชชสัมปัตติลักษณะแล

( จบไภสัชชสัมปัตติลักษณะ )

(๑๐) ในอาตุรสัมปัตติลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ผู้เปนไข้ นั้นให้ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ คือมีสมบัติพอที่จะหายารักษาตัวได้ ๑ มีอายุยังจะสืบต่อไปได้อีก ๑ แม้นหมอเขาจะตัดจะผ่าจะเผาเปนต้น ก็มีความเพียรอาจจะอดทนได้ ๑ มีใจมีความอุสาหะคิดหมายซึ่งจะรักษาชีวิตรไวัให้จงได้ ๑ ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการนี้ ชื่อว่าอาตุรสัมปัตติลักษณะ

( จบอาตุรสัมปัตติลักษณะ )

(๑๑) ในปริจาริกสัมปัตติลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า คนผู้พยาบาลไข้นั้นให้ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ คือมีสติกำลัง ปัญญาอาจแสวงหายาได้โดยเร็ว ๑ มีใจรักสนิทในคนไข้ ๑ มีความกรุณาอันธยาไศรยที่จะให้คนไข้หายโรค ๑ มีความเพียร หมั่นเอาใจใส่ดูแลที่จให้นไข้กินยาทุกเวลา ๑ ถ้าได้คนพยาบาลไข้ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๔ ประการนี้ ชื่อว่าปริจาริกสัมปัตติลักษณะ

( จบปริจาริกสัมปัตติลักษณะ )

(๑๒) ในวยาธิลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า มหาภูตรูปทั้ง ๔ ได้ชื่อว่าอัตตะว่าด้วยตน แลอัตตะนี้เปนที่เกิดแห่งพยาธิ ๔ ประการ คือสารีริกะพยาธิแลมานะสิกะพยาธิ อาคันตุกะแลสหัชชะพยาธิ อันว่าโรคทั้งหลายอาไศรยซึ่งชระโรค คือไข้จับแลโรคเรื้อน แล อติสาร โรคบิตเปนต้นแล้วบังเกิด ได้ชื่อว่าสารีริกะพยาธิ อันว่าโรคทั้งหลายอันบังเกิดเพราะมีความโกรธ โศกเศร้าแลความดิ้นรนเปนมูล จึ่งให้เปนบ้าโกรธบ้าโศกเปนต้นดังนี้ ชื่อว่ามานะสิกะพยาธิ อันว่าโรคทั้งหลายอันบังเกิดเพราะต้องไม้ กรวด อาวุธหรือไฟไหม้ให้เปนบาดแผลทำให้เจ็บปวดเปนต้น ชื่อว่าอาคันตุกะพยาธิ อันว่า ความอยากเข้าน้ำ หรือกิริยาที่ผมหงอกเปนต้น ชื่อว่าสหัชชะพยาธิ ลักษณะดังนี้ชื่อว่าวยาธิลักษณะ

( จบวยาธิลักษณะ )

(๑๓) ในปรกติลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ความเปนปรกติของคนเรานั้นมี ๕ ประการ คือวาตะปรกติบุรุษ ๑ ปิตตะปรกติบุรุษ ๑ เสมหะปรกติบุรุษ ๑ ทุวันทะปรกติบุรุษ ๑ สันนิปาตะปรกติบุรุษ ๑ เปน ๕ ประการ ผู้ใดมีร่างกายผอม ผิวเนื้อหยาบ ผมบาง มีใจกลับกลอก พูดมากมิได้หยุด มักให้ฝันว่าเหาะไปในอากาศ คนผู้นั้นชื่อว่าวาตะปรกติ ผู้ใดมีผมหงอกในใช่กาลแล ผิวตัวขาวเหลืองมักโกรธร้ายมีปัญญามาก มักฝันเห็นแสงสว่างมีไฟเปนต้น ผู้นั้นชื่อว่าปิตตะปรกติ ผู้ใดมีศีลตั้งมั่น อังคาพยพ ผิวเนื้ออ่อนน่ารัก ผมเลอียด มักฝันเห็นน้ำแลผ้าขาว ผู้นั้นชื่อว่าเสมหะปรกติ คนผู้ใดมีลมแลดีเปนปรกติก็ดี มีลมแลเสลดเปนปรกติก็ดี มีดีแลเสลดเปนปรกติก็ดี เจือกันเปนส่วนละ ๒ ๆ ดังนี้ชื่อว่าทุวันทะปรกติ ผู้ใดมีลมแลดีแลเสลดประชุมกันทั้ง ๓ ประการ เปนปรกติ ผู้นั้นชื่อว่าสันนิปาตปรกติ ในปรกติลักษณะนี้ใช่จะว่าแต่ ลม เสลด แลดี ๓ ประการเท่านี้หามิได้ แม้นถึงโทษอื่นมีน้ำสัมภวะแลโลหิตเปนต้น เจือกันเปนแพนกก็ดี นักปราชญ์พึงเทียบเคียงตามไนยที่กล่าวมาในโทษ ๓ ประการนั้นเถิด

( จบปรกติลักษณะ )

(๑๔) ในฐานคตะวยาธิลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ที่อยู่ของลมมี ๔ สฐาน คือท้องน้อย ๑ ตาทั้งสองข้าง ๑ ตะโพก ๑ ขาทั้งสองข้าง ๑ ที่อยู่ของน้ำดีนั้น คือ กะเพาะอาหารเก่า ที่อยู่ของเสลดนั้นมี ๕ แห่ง กะเพาะอาหารใหม่ ๑ ฅอ ๑ ท้อง ๑ หัว ๑ ข้อต่อทั้งปวง ๑ ถ้าแพทย์พิจารณาเห็นว่า ลม, ดี, เสลด, อยู่ที่เดียวกันสองหรือทั้งสามสิ่งก็ดี พึงให้ยาแก้ทั้งสองแลสามอย่างถ้าเห็นว่าลม, ดี, เสลด, สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวอยู่มากพึงให้ยาแก้แต่สิ่งนั้นเถิด

( จบฐานคตะวยาธิลักษณะ )

(๑๕) ในเทศคุณลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ประเทศมี ๓ ประการ คืออะนุปะระมะประเทศ ๑ ชังคะละประเทศ ๑ สาธาระณะประเทศ ๑ น้ำมาก ศิลามาก ชื่ออะนุปะระมะประเทศ ประเทศนั้นมักเกิดโรคเพราะเสลดแลลม น้ำน้อยต้นไม้มีน้อย ชื่อชังคะละประเทศ ประเทศนั้นเกิดโรคเพราะเลือดแลดี แลสาธาระณะประเทศนั้นมีศิลา น้ำ ต้นไม้ เสมอกันทั้ง ๓ อย่าง มีโทษคือเสลด ดี แลลมเสมอกัน แลประเทศนั้นได้ชื่อว่าอุดมประเทศ

( จบเทศคุณลักษณะ )

(๑๖) ในกาลคุณลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ขยิบตาทีหนึ่งชื่อสุษษุมกาล อ่านลหุอักษรที่ ๑ ชื่อว่ามาตราหนึ่ง ๑๘ มาตราชื่อ กาสะทะ ๑ ๓๐ กาสะทะชื่อว่ากาลา ๑ ๒๐ กาลาชื่อฆะฏิกา ๑ ๒ ฆฏิกาชื่อมุหุตร์ ๑ ๓๐ มุหุตร์ชื่อวันหรือคืน ๑ ๑๕ วันหรือ ๑๕ คืนชื่อปักษ์ ๑ ๒ ปักษ์ชื่อเดือน ๑ ๒ เดือนชื่อฤดู ๑ ๖ ฤดูชื่อปี ๑ สอง เดือนๆ ชื่อฤดูๆ ๑ นั้น คือวสันตฤดู ๑ คิมหะฤดู ๑ วัสสานะฤดู ๑ สะระทะฤดู ๑ หิฤมะฤดู ๑ สิสิระฤดู ๑ โดยลำดับ เดือน ๕, , สองเดือนนี้ชื่อวสันตะฤดู เดือน ๗, , สองเดือนนี้ชื่อคฤษมะฤดู ในระหว่าง ๔ เดือนนี้ลมกำเริบ เดือน ๙, ๑๐, สองเดือนนี้ชื่อวัสสานะฤดู เดือน ๑๑, ๑๒ สองเดือนนี้ชื่อสะระทะฤดู ๔ เดือนนี้ดีกำเริบ เดือน ๑, , สองเดือนนี้ชื่อหฤมะฤดู เดือน ๓, , สองเดือนนี้ชื่อสิสิระฤดู ๔ เดือนนี้เสลดกำเริบ เวลากลางวันกำหนด ๓๐ ฆฏิกา กลางคืนก็กำหนด ๓๐ ฆฏิกา กำหนดเวลาเช้าค่ำใน ๑๐ ฆฏิกา เปนปฐมนั้นเปนเวลาเสลดกำเริบ อนึ่งขณะเมื่อกินเข้าแล้วนั้นก็เปนเวลาเสลดกำเริบ ๑๐ ฆฏิกาที่เปนท่ามกลางทั้งกลางวันแล กลางคืนนั้นก็ดี เวลาจะย่อยอาหารนั้นก็ดี เปนเวลาดีกำเริบ ๑๐ ฆฏิกาเปนที่สุดทั้งกลางวันกลางคืนนั้นก็ดี เวลาอาหารย่อยแล้วก็ดี เปนเวลาลมกำเริบ ถ้าลม , ดี, เสลด, กำเริบเข้าแซกขึ้นอีก ในเวลาแห่งเสลด ดี แลลมกำเริบนั้นๆ พึงให้หมอประกอบยา แก้โทษทั้ง ๒ หรือ ๓ นั้นให้เสมอกัน ถ้าเสลดดี แลลมบังเกิดในเวลาแห่งตนๆ ให้หมอประกอบยารักษาแต่โทษนั้นๆ หมอพึงพิจารณาให้สุขุมแล้ว จึงให้แก้โรคทั้งปวงเถิด อันว่าลักษณะดังนี้ชื่อว่ากาลคุณลักษณะ

( จบกาลคุณลักษณะ )

(๑๗) ในวะยะลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ไวย มี ๓ ประการ เด็กประการ ๑ ปานกลางประการ ๑ แก่ประการ ๑ กำหนดตั้งแต่เกิดมาจนอายุ ๑๖ ปีชื่อว่าเด็ก กินน้ำนมเปนอาหาร แต่นี้ไปจนถึงอายุได้ ๗๐ ชื่อว่างปานกลาง ตั้งแต่ (อายุ ๗๐ ปี) นี้ไปชื่อว่าแก่ แลเด็กอยู่ในปฐมไวยนั้นมีเสลดเปนเจ้าเรือน คนอายุปานกลางนั้นมีดีเปนเจ้าเรือน คนแก่นั้นมีลมเปนเจ้าเรือน คนเด็กกับคนแก่ ๒ พวกนั้น หมออย่ารักษาด้วยวิธีกรรมอันหยาบมียาอันกล้าแข็งนั้น พึงรักษาแต่ด้วยวิธีกรรมอันอ่อนๆ คนปานกลางนั้นให้หมอพิจาราณาดูกำลังกายแล้วพึงรักษาด้วยวิธีกรรมตามสมควร เถิด

( จบไวยลักษณะ )

( ๑๘ ) ในเทหะลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า กายมี ๓ ประการ คือกฤษเทหะ ๑ ถูละเทหะ ๑ มัชฌิมเทหะ ๑ แลคนผอมแลอ้วน ๒ พวกนี้อดเข้าอดน้ำนัก ต้องร้อนเย็นหรือหนาวนัก เดินหรือเสพเมถุนนัก อดทนไม่สู้ได้ เพราะมีกำลังน้อยคน ปานกลางนั้นอดทนได้สาระพัดทั้งปวงเพราะมีกำลังมาก คนผอมบางคนอดทนได้ด้วยสามารถมีกำลังมาก อนึ่งถึงคนปานกลาง ถ้ามีกำลังน้อยแล้วก็อดทนมิได้ ไนยหนึ่งจะว่าโดยเทหะวิเศษ คือ คนผอมพึงกระทำให้อ้วน คนอ้วนพึงกระทำให้ผอม คนปานกลางนั้นพึงกระทำให้สาธารณ์เสมออยู่ คนอ้วนจะทำให้ผอมนั้นจะกล่าวยาหน่อยหนึ่ง (๑) เอาตรีผลาคือสมอเทศหรือสมอไทย เอาแต่อย่าง ๑ สมอพิเภก ๑ มะขามป้อม ๑ ตำเปนผง ชื่อตรีผลา (๒) ขนานหนึ่งให้เอา สมอ ๑ แห้วหมู ๑ บระเพ็ด ๑ ตำเปนผง ยาทั้ง ๒ ขนานนี้ละลายน้ำผึ้งกินหรือกวาดก็ได้ (๓) จะกล่าวอีกขนานหนึ่งให้เอา พิลังกาสา ๑ ขิงสด ๑ เกลือยะวะกสา ๑ ผงขี้เหล็ก ที่กราง ออก ๑ มะขามป้อม ๑ ยา ๕ สิ่งนี้ตำเปนผงละลายน้ำผึ้งกินเถิด คนอ้วนกลายเปนผอมแล (๔) ขนานหนึ่งให้เอา ตรีผลาประดู่ ๑ เจ็ตมูลเพลิง ๑ แก่นเหล็ก ๑ ขมิ้นชัน ๑ ยา ๕ สิ่งนี้ต้มกิน เมื่อจะกินแซกน้ำผึ้งตามสมควร มีคุณมากเกิดกำลังดังช้างสาร กินไปเดือน ๑ กายอ้วนกลับผอมเปนปรกติดีแล คนผอมจะให้อ้วนนั้นให้แพทย์พิจารณาดู ถ้าชอบของเปนน้ำคืออาหารหรือยาก็ดี พึงให้ประกอบเถิด บางทีให้เอาเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่จะวิถารไปภายน่ามาประสมกันเข้า กระทำเปน อาหารเปนต้นให้กิน คนผอมกินเนื้อสัตว์ทั้งหลายกายอ้วนก็ดี บางทีให้เอาเข้าสารสาลีอันเปนเข้าเสวยของพระมหากระษัตริย์มาต้มกินก่อนเวลา กินเข้าก็ได้ กินเข้าแล้วจึงกินก็ได้ จักบังเกิดเนื้อหนังบริบูรณ์ขึ้นทุกวัน แล้วจะให้อวัยวะเจริญงาม อนึ่งอย่าให้คนผอมมีวิตกวิจารณ์ไปในนาๆ กิจประการ ๑ ให้ทำใจให้ชุ่มชื่นอยู่นั้นประการ ๑ ให้เว้นจากเสพเมถุนประการ ๑ ถ้าทำได้ดังนี้แล้ว กายที่ผอมนั้นก็จะกลับอ้วนขึ้นดังสุกรอันอ้วน

( จบเทหะลักษณะ )

(๑๙) ในสัตวลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า บุคคลผู้ใดมีศุขหรือทุกข์มาก ประพฤติเสมอมิได้พิการหวั่นไหว แลมีความเพียรมากอาจอดทนซึ่งกิริยาที่หมอจะตัดหรือจะผ่าเปนต้น ผู้นั้นชื่อว่าสัตว์สมควรที่หมอจะพึงรักษา ลักษณะดังกล่าวมานี้ชื่อว่าสัตว์ลักษณะในที่นี้ว่าเมื่อจะให้กินยานั้น ให้เศกด้วยมนต์นี้ ๓ ครั้ง โอม อมระโต อมระโตค๎ภภเว อิมํโอสถานย มรตํกุรุ กุรุภเวต๎วิส๎ วภิส๎วริส๎วาหะ นโมอิมาโอสถะตะคะกุรุกุรุ ภวติ วิส๎วริส๎วาหะ เศกยาให้กินมีคุณเปนอันมาก

( จบสัตว์ลักษณะ )

(๒๐) ในสาตมิกะลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ปานะคือของดื่ม ๑ อาหารคือของกิน ๑ วิหารคือที่อยู่ ๑ ไภสัชชคือยา ๑ ทั้ง ๔ ประการนี้เปนเหตุจะให้เกิดโทษวิปริตต่างๆ ถ้าส้องเสพอยู่เปนนิจแล้ว ก็จะบังเกิดความศุขไม่มีโรค ดังนี้ชื่อสาตมิกะลักษณะ ถ้าส้องเสพมิได้เสมอก็ดี มิได้เคยส้องเสพแลมาส้องเสพก็ดี จะให้บังเกิดโทษต่างๆ ดังนี้ ชื่อว่าวสาตมิกลักษณะ

( จบสาตมิกลักษณะ )

(๒๑) ในรสลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า รสมี ๖ ประการ คือ มธุระรสหวาน ๑ อัมพิละรสเปรี้ยว ๑ ละวะณะรสเค็ม ๑ กะฏุกะรสเผ็ด ๑ ติต์ติกะรสขม ๑ กะสาวะรสฝาด ๑ รสทั้ง ๖ นี้เปน แพนกจะให้เกิดโทษแลคุณนั้นๆ ถ้าเสพชอบก็เปนคุณให้หายโรค ถ้าเสพไม่ชอบก็เปนโทษให้เกิดโรค เหตุอะไรจึงให้เปนโทษแลเปนคุณ อันว่ารสหวานชอบกับตาให้เจริญรสธาตุ รสเปรี้ยวนั้นทำให้ลม, ดี, เสลด, อนุโลมตามซึ่งตนให้เจริญรสอาหาร ให้เกิดเขฬะบำรุงไฟธาตุ กระทำสาระพัดในการที่ดิบให้สุกขึ้น บางทีเปนคุณ บางทีเปนโทษ รสเค็มนั้นเผาโทษให้เจริญไฟธาตุเผาเขฬะ รสเผ็ดนั้นกระทำให้กำลังน้อย ระงับความเกียจคร้าน ระงับพิศม์มิให้เจริญไฟธาตุให้อาหารสุก รสขมนั้นให้เจริญไฟธาตุ แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ กระทำซึ่งมลทินคือ มูตร์แลคูธเปนต้นให้บริสุทธิ์ ชำระปากให้รู้รสอาหาร รสฝาดนั้นให้เจริญไฟธาตุแก้กระหายน้ำ ให้เจริญผิวแลเนื้อ รสเผ็ด, ขม, ฝาด, ทั้ง ๓ นี้ให้ลมกำเริบ รสเผ็ด, เปรี้ยว, เค็ม ทั้ง ๓ นี้ ให้ดีกำเริบ รสหวาน, เปรี้ยว, เค็ม, ทั้ง ๓ นี้ให้เสลดกำเริบ รสทั้งหลายนี้กระทำให้วิปริตต่างๆ แพทย์ผู้ฉลาดพึงประกอบรสหวานเปนปฐมแล้วจึงประกอบรสเค็ม เปรี้ยวเปนท่ามกลางในที่สุดนั้นพึงประกอบรสทั้งปวง ตามใจคนไข้ที่เสพชอบนั้นเถิด

( จบรสลักษณะ )

(๒๒) ในโทสสวะภวะลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ลมมีสภาวะเย็น เบา แหลม แล้วก็หยาบ ถูกตัวเข้ามักกายผอม กระทำกายมิให้ตั้งอยู่นานได้ มีกำลังกล้าด้วยสามารถประเภทปาณะวาต ๑ อปาณะวาต ๑ สมานะวาต ๑ อทนะวาต ๑ พยานะวาต ๑ ทั้ง ๕ ประการนี้ จะแจกออกซึ่งประเภทลมในวาตะวยาธิติกิจฉาในเบื้องน่าให้หมอพึงรู้ ดีนั้นมีรสเปรี้ยว, เผ็ด, ร้อน, มีอาการกระทำให้สุก ให้มีร้อน ให้สีงาม แลคำโบราณว่าดีมรศขมนั้นจะได้มีในคัมภีร์หามิได้ เสลดนั้นมีรสหวานดังน้ำด่างเปนมวก เลอียด อันว่าลม, ดี, เสลด, ทั้ง ๓ นี้กำเริบ ให้บังเกิดพยาธิใดๆ พึงให้แพทย์รู้จักประเภทแห่ง ลม, ดี, เสลด, นั้นเถิด

( จบโทสสวะลักษณะ )

(๒๓) ในโทโสตภวะ ลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า วาโตภวะ ๑ ปิตโตภวะ ๑ กะโผภวะ ๑ วาโตภวะนั้น ถ้ากลั้นมูตร์หรือคูธก็ดี มิได้กินอาหารก็ดี อดนอนก้ดี พูดมากก็ดี แบกหามของหนักก็ดี ขี่ช้าง ม้า หรืออูฐก็ดี กินของเผ็ดหรือขมก็ดี กินอาหารไม่เลอียดก็ดี มีวิตกคิดไปต่างๆก็ดี เสพเมถุนก็ดี จิตรคิดกลัวไปก็ดี กระทำลังคณะคือโลดเต้นก็ดี (ลังคณะนั้นคือห้ามมิให้กินเข้าแลน้ำมีอยู่ในเบื้อน่าในลังคณะวิธี) เปนทุกข์เศร้าโศกก็ดี ถูกเย็นก็ดี น่าฝนก็ดี ประเภทที่กล่าวมาเปนตัวอย่างดังนี้เปนเหตุทำให้ลมกำเริบ ในปิตโตภวะนั้นมีเนื้อความว่า รสเผ็ดเปรี้ยวแลเค็มก็ดี เมไรยก็ดี อาหารร้อนด้วยไฟก็ดี หยาบก็ดี ร้อนปรกติก็ดี เกิดโทโสก็ดี โมโหก็ดี แดดร้อนก็ดี ผิงไฟก็ดี กระทำความเพียรมากนักก็ดี ล่วงฤดูฝนแล้วก็ดี ประเภทเปนตัวอย่างดังกล่าวมานี้ เปนเหตุทำให้ดีกำเริบ ในกะโผภวะนั้นมีเนื้อความว่า นอนกลางวันก็ดี กินอาหารหวานก็ดี เย็นก็ดี กินเนื้อสัตว์น้ำหรือบกก็ดี กินอาหารอันหนักก็ดี กินของเปรี้ยวก็ดี กินอาหารอันเปนมวกก็ดี กินอ้อยกับงาระคนกันเปนต้นก็ดี กินอาหารร้อนเลอียดก็ดี กินอาหารหนเดียวก็ดี กินอาหารถึงเค็มมากก็ดี กินเข้ากลั้วน้ำมากก็ดี น่าฝนก็ดี ลักษณะดังกล่าวมาเปนตัวอย่างนี้ เปนเหตุทำให้เสลดกำเริบ

( จบโทโสตะภวะลักษณ )

(๒๔) ในโทษสมนะนั้น แปลว่า ระงับโทษ แลโทสสมนะ นั้นมี ๓ ประการ คือวาตะสมนะ ระงับลม ๑ ปิตตะสมนะระงับดี ๑ เสมหะสมนะ ระงับเสลด ๑ ในวาตะสมนะนั้นมีเนื้อความว่าของเลอียดก็ดี ของร้อนก็ดี ของอันไฟธาตุจะเผาให้เลอียดได้โดยยากก็ดี แลของกินเข้าไปแล้วเจริญธาตุอันงามก็ดี อาหารอันให้เกิดกำลังก็ดี สิ่งของเปนเครื่องเจริญไฟธาตุแลของมีรสหวานก็ดี ของเปรี้ยวอันหาโทษมิได้ก็ดี กินน้ำมันงาก็ดี ต้องแดดก็ดี อาบน้ำก็ดี ทาน้ำมันงาก็ดี ทำวัสติวิธีที่จะกล่าวในเบื้องน่าก็ดี กินน้ำแลดื่มเมไรยก็ดี นวดแลสีตัว ทาน้ำมันตัวแล้วแลลนไฟก็ดี แลเอาน้ำกระสายที่จะกล่าวในกระสายวิธีนั้นสวนเข้าในทวารหนักก็ดี แลกระทำนัสสนะวิธีที่จะกล่าวในเบื้องน่าก็ดี กระทำสยะนะวิธีก็ดี กระทำเสนหะวิธี ก็ดี กระทำอุปนาหะวิธี ก็ดี อันว่าปานะ, อาหาร, ที่อยู่, ยา, ดังกล่าวมานี้ชื่อวาตะสมนะ ในปิตตะสมนะนั้นมีเนื้อความว่า รศขมก็ดี รสหวานก็ดี รสฝาดก็ดี เย็นก็ดี ต้องลมก็ดี อยู่ในเงาไม้ก็ดี พัดด้วยพัดใบตาลก็ดี ต้องรสมีพระจันทร์ก็ดี อาบน้ำด้วยวารียนต์ก็ดี ทาน้ำอบด้วยดอกบัวแลดอกอุบลเปนต้นก็ดี ส้วมกอดหญิงสาวก็ดี กินทาน้ำมันเนย นมเนยก็ดี กระทำวิเรจนะวิธีคือรุ ถ่ายก็ดี เอาโลหิตออกเสียก็ดี ทาเครื่องหอมก็ดี อันว่าน้ำแลเข้าปลาอาหาร ที่อยู่ แลยาดังกล่าวมานี้ ชื่อว่าปิตตะสมนะ ในเสมหะสมนะนั้นมีเนื้อความว่า รสอันหยาบก็ดี รสอันหนักก็ดี รสเผ็ดแลขมก็ดี หิวโหยก็ดี ถ่มน้ำลายก็ดี เสพเมถุนก็ดี เดินก็ดี ปล้ำกินก็ดี อดนอนก็ดี เล่นน้ำก็ดี ย่ำเหยียบของพึงแสยงมีเข้าเปลือกเปนต้นด้วยเท้าเปล่าก็ดี รมควันไฟก็ดี กินอาหารร้อนก็ดี กระทำนสนะแล วมะนะวิธี ก็ดี ประคบก็ดี กระทำลังคะณะก็ดี อันว่าน้ำแลเข้าปลาอาหารที่อยู่แลยาดังกล่าวมานี้ ชื่อว่าเสมหะสมนะ

( จบโทสะสมนะ )

(๒๕) ในตริวิธวยาธิลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า พยาธิมี ๓ ประการ คือ ลม ดี เสลด เปน ๓ ประการดังนี้ ในวาตะพยาธิ คือ ลมนั้นมี ๘๐ ประการ ปิตตะพยาธิคือดีมี ๔๐ ประการ เสมหะพยาธิคือเสลดมี ๒๐ ประการ ในวาตะพยาธิ ๘๐ ประการนั้น คือ ปักขาฆาฏ ๑ ทัณทกะ ๑ อันตถัมภะ ๑ ปตานก ๑ พายหยาม ๑ ตุนี ๑ ประตุนี ๑ หณุตถัมภ ๑ หณุครหะ ๑ ทัณฑ ๑ อุรุตถัมภะ ๑ อถิล ๑ ตรัทธสี ๑ วิศวภิ ๑ โกรสฏสีสะ ๑ เวปุถุ ๑ อาทิตถะ ๑ ปังกุ ๑ ขัญช ๑ ภัญชนกะ ๑ ปาทหสรกะ ๑ ยาปาหกะ ๑ พธิระ ๑ กัณณนาท ๑ ปักขสุจิ ๑ วิสุจิ ๑ พาหุชิวโห ๑ อุรุมัตยา ๑ ถัมภนะ ๑ อุปาวัตต ๑ อักเษปะกะ ๑ ธนุวาตะ ๑ ปิณฑิโกเทวสฐ ๑ อรังฆิรุกะ ๑ สสกปาท ๑ ปาศวมัทธนะ ๑ คุทาวัตตนะ ๑ อังคุมัทธกะ ๑ ปาทภรังษ ๑ คุทรังส ๑ คุลปภรังษ ๑ ทันตเภท ๑ โอฏฐเภท ๑ สังขเภท ๑ เมฒรเภท ๑ โสณิเภท ๑ หณุสรังษ์ ๑ ขิลา ๑ สันธิวาต ๑ อุททรเวฏฐ ๑ กุณฑลี ๑ ชาทุวิเสลษกะ ๑ วิฏเภท ๑ สวัตมางสกะ ๑ วัตมัษดัมภ์ ๑ อักษิรุกะ ๑ ปักษาปโรธ ๑ วักษาตติ ๑ ติมิร ๑ มุขตา ๑ ภรม ๑ อุชุมภ ๑ นิทรานิศว์ ๑ รุกษ์ ๑ สรุวัณณตา ๑ ปารุส ๑ ประลาป ๑ ปาวุเสยย ๑ อัศโสส ๑ หรตโมห ๑ วิปาทิกา ๑ ฆานะกัณฐ ๑ ทันติเสถิลย ๑ หรโทต ๑ วากกัมปา ๑ มุขตานุ ๑ เกสปตนะ ๑ อามนัตว ๑ อสัททสวนะ ๑ เกสผุฏฐน ๑ ชื่อว่าวาตะพยาธิ ๘๐ ประการ หมอพึงรู้ด้วยประการดังนี้

ในปิตตะพยาธิ ๔๐ ประการนั้น คือโรส ๑ เปลาส ๑ ทรวภุ ๑ วิทาหัตว์ ๑ คทาหะ ๑ อันตทาหะ ๑ ภูมกะ ๑ อัมพกะ ๑ อุณหาทิกะ ๑ อติเสวต ๑ อังคคันธ ๑ อทาวะ ๑ วสรณะ ๑ โสนิตเกลท ๑ ตวักะมางษ์ ๑ รณะ ๑ จัมมธารณะ ๑ รัตโกป ๑ รัตตวิปโผฏ ๑ รัตตมณฑลี ๑ รัตตปิตตะ ๑ หาริตัตว์หารัตว์ ๑ ทิลิกะ ๑ การิส ๑ กามิลา ๑ ปิตตาสุตา ๑ โลหิตคัณฐตา ๑ ปูติมุขัตว์ ๑ ตริษนาทิก ๑ อัตถูปถิ ๑ อัสศาปากะ ๑ คะละปากะ ๑ อักขิปากะ ๑ โวยุปากะ ๑ เมฒรกะ ๑ ยุหาทาร ๑ ตมะประเวศ ๑ หริตรหริตรา ๑ เนตระมุตรสักกะรา ๑ ชื่อว่าปิตตะวยาธิ ๔๐ ประการ หมอพึงรู้ด้วยประการดังนี้

ในเสมหะวยาธิ ๒๐ ประการนั้นคือ ตรุตถิ ๑ นันทา ๑ นิทราทิกา ๑ ไสตยมิตร์ ๑ ตุรุคาตรา ๑ อาลัศย ๑ มุขมธุรี ๑ ประเสกะ ๑ เสลษมตติรณ ๑ มาลาทิกษา ๑ หรโทชเลป ๑ กัณโฐปเลป ๑ ธมนีประติม ๑ กลกัณฐ ๑ อนิตโถลย์ ๑ ไสตย์ ๑ ฆิตาคนิตว์ ๑ อุททา ๑ เสวตาว ๑ ภาสสลา ๑ เสวตเนตร์ ๑ มุตรสฤราตว์ ๑ ชื่อว่าเสมหะวยาธิ ๒๐ ประการ หมอพึงรู้ด้วยประการดังนี้ วยาธิลักษณะ ๑๔๐ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่าตริวิธวยาธิลักษณะ จบแต่เพียงนี้แล

(๒๗) ในอามาคนิทลลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ร้อน ๔ ประการ คือร้อนเสลด ๑ ร้อนลม ๑ ร้อนดี ๑ ร้อนประชุมกันทั้ง ๓ คือเสลด, ลม, ดี, ทั้ง ๔ นี้เปนเหตุให้เกิดอัคนี ๔ ประการ คือสมาอัคนี ๑ มันทาคนี ๑ วิสมาคนี๑ ติขิณาคนี ๑ บุคคลมีเสมหะมาก ให้เกิดมันทาคนี บุคคลมีน้ำดีมากให้เกิดติขิณาคนี บุคคลมีลมมากให้เกิด วีสมาคนี บุคคลมีเสลด, ดี, ลม, เสมอกันให้เกิดสมาคนี หมอพึงพิจารณาดูไฟทั้ง ๔ ให้รู้แล้ว ถ้าเห็นมันทาคนี ให้ยาแก้เสลด ถ้าเห็นติขิณาคนี ให้ยาแก้ดี ถ้าเห็นวิสมาคนี ให้ยาแก้ลม ถ้าเห็นสมาคนีให้ยาแก้เสมอกันเถิด ดังกล่าวมานี้ชื่อว่าอามาคนีพลลักษณะจบแต่เพียงนี้

(๒๘) ในอาทานลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า เข้า, น้ำ, แลอาหารเปนเค้าที่จะให้เกิดโรคทั้งปวง อาการที่แพทย์รู้ว่าคนไข้กินเข้า, น้ำ, สิ่งใดจึ่งบังเกิดโรคดังนี้ชื่อว่าอาทานลักษณะจบแต่เพียงนี้

(๒๙) ในนิทานลักษณะนั้น มีเนื้อความว่าแพทย์เห็นโรคสิ่งใดๆ แลรู้จักลักษณะโรคว่า บังเกิดเพราะประเภทแห่งลม, แลดีเปนต้นดังนี้ ชื่อว่านิทานะลักษณะจบแต่เพียงนี้

(๓๐) ในบุรพเหตุลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า โรคสิ่งใดบังเกิด ในกายแลกายนั้นเดิมเปนอาการสิ่งใดก่อนจึงเปนโรคแพทย์พึงรู้จักอาการของโรค นั้น ดังนี้เปนต้น ชื่อว่าบุรพลักษณะจบแต่เพียงนี้

อันว่าวิธีแก้ไข้นั้นๆ โดยจำแนกออกแห่งลม, ดี, แลเสลด ทั้ง ๓ ประการ นักปราชญ์ฉลาดพิจารณาแล้ว พึงรู้โดยไนยดังกล่าวมานี้ อันว่าแพทย์ผู้ประเสรีฐผู้ใด อุสาหะพิจารณาวงษ์แห่งแพทย์ ๓๐ ประการนี้รู้ชัดเจนแล้ว แพทย์ผู้นั้นได้ชื่อว่าพวกพันธุ์แห่งชีวกเปนต้น แพทย์ผู้นั้นมีคุณปราศจากมลทิน เหมือนทัดทรงพวงดอกไม้อันงาม (อิติ วรโยคสาเรภิสกลักขโณทยํ ปฐมํ)

( กล่าวมาด้วยกำเนิดลักษณะแห่งแพทย์ จบแต่เท่านี้ )


ว่าด้วยโรค ๕๗๒ จำพวก ว่าด้วยวิธี ๘ ว่าด้วยสัพสาธารณะ ว่าด้วยสรรพคุณผูก ๒ อันว่าแพทย์ผู้ฉลาดเมื่อปรารภภิสัก ศิลปสาตร ดังนี้ บัดนี้จะสำแดงซึ่งปฏิการ แห่งโรค ๕๗๒ จำพวกโรควิธี ๔๘ คือภิสังคลักษณะวิธี ๑ ทรัพคณติกิจฉา ๑ อันนะปานะติกิจฉา ๑ ปฏิสนธิครรภปสวปกุมารติกิจฉา ๑ สิโรโรคติกิจฉา ๑ อภิสยันธะติกิจฉา ๑ อักขิโรคติกิจฉา ๑ ฆานะโรคติกิจฉา ๑ มุขโรคติกิจฉา ๑ ชระโรคติกิจฉา ๑ รัตตะปิตตะติกิจฉา ๑ ขยะโรคติกิจฉา ๑ ทิกาสวาปัญจกาเสยะสะระเภทติกิจฉา ๑ เสลษมาโรคติกิจฉา ๑ ฉัททติตฤษณุอรุจิตติกิจฉา ๑ หะโทคติกิจฉา ๑ อามอัคนิติกิจฉา ๑ วิทราติกิจฉา ๑ กุฏฐติกิจฉา ๑ คุลุมาทิกิมิโรคติกิจฉา ๑ อุทระติกิจฉา ๑ ประเมหะติกิจฉา ๑ อุปทังสติกิจฉา ๑ พะละวุฎฒิติกิจฉา ๑ ภะคันธะระติกิจฉา ๑ อุราอัตตะติกิจฉา ๑ กามิลาปัณฑุโรคติกิจฉา ๑ โสปะสิปะทะเอกังสาติกิจฉา ๑ ขสุททโรควะณะภะคันธระติกิจฉา ๑ อิตริโรคติกิจฉา ๑ สามัญวิธิติกิจฉา ๑ อัฏฐกรรมวิธิ ๑ สลัยวิธีสระวิธี ๑ สุทธิวิธี ๑ ประติวิสะวิธิอิสะวิธิอันเดียวกัน ๑ ระสายะนะวิธิเวียญชิกะระณะวิธิ สองวิธินี้เปนติกิจฉาอันเดียวกัน ๑ เปนติกิจฉา ๔๘ ดังนี้

แลภิสังคลักษณะวิธีนั้นกล่าวมาแล้วในก่อน ในสัพยสาธารณะ ทรัพยคณะติกิจฉาวิธินั้น เปนดังฤๅ ตันโลตุโลจัฒยันนัง มีเนื้อความว่าแพทย์ผู้ใดรู้แล้ว ซึ่งหมู่แห่งยาก็ดี ซึ่งคุณแห่งยาก็ดี พึงประกอบ ให้ต้องด้วยโรคทั้งหลาย โดยสมควรแก่สรรพยาแลโรคนั้นๆ เหตุดังนั้นจึงให้รู้ซึ่งทรัพคณะ แลทรัพยคุณ ในคัมภีร์วรโยคสารนี้ อันว่าโอสถมี ๒ ประการ แลทรัพย์นั้นมี ๓ ประการ คือโภกมะทรัพย์อันเกิดในปถพี ๑ อุพพิททรัพยาอันเกิดสูงพ้นดิน ๑ ชังคมะทรัพยาอันเกิดเพราะสัตว์มีเท้า ๑ เปน ๓ ประการดังนี้

อันว่าพัสดุอันมีกำลัง มีทองเปนอาทิ มีเกลือเปนที่สุดบันดาเกิดในปถพีได้ชื่อว่าโภกมะทรัพย์ อุพพิททรัพย์มี ๔ ประการ คือ วะนะปะตะยะ ๑ วะนะปะติ ๑ วิรุพธ ๑ โอสธิ ๑ คือประกอบด้วยดอกแลผล ชื่อวะนะปัตตะยะ ทรัพย์ที่ไม่มีดอกแลผลชื่อวะนะปติ เครือเถากับทรัพย์ต้นเล็กๆ ชื่อวิวุทธ ทรัพย์ที่มีผลคือแล้วต้นตายชื่อโอสถี น้ำผึ้ง, น้ำมันเนย, คูธ ๓ สิ่งนี้เปนอาทิ ชื่อว่าชังคะมะทรัพย์ กิริยาที่นอนแลอดนอน แลกิริยาที่ส้องเสพ สิ่งของแลเวทมนต์ แลลมพัดแดดร้อน ตกใจแลความยินดี นวดฟั้น เศร้าโศกเปนอาทิดังนี้ ชื่อว่าอะทรัพย์มิได้จัดเปนยา

อันว่าทองคำนั้น มีคุณให้อิ่มให้เกิดความรักใคร่ ให้รสที่สุกแล้วมีรสอร่อย แลทองคำนั้นแก้โทษพิศม์ มีรสเย็น รสให้รัก รัสฝาด เปนระสายะนะให้จำเริญอายุ

เงิน มีคุณเลอียดมีคุณเย็น ให้รสที่สุกแล้วนั้นกระทำให้คนสรรเสริญ ให้จำเริญอายุทุกเมื่อ กระทำให้ผอมได้แต่ว่าระงับลม ระงับดี

ทองแดง มีรสขมหวานฝาด กระทำให้ผอม ให้เบาให้เผ็ด มีรสสุกอร่อย กระทำให้แผลเย็นแผลงอกเนื้อ ระงับปิตตะระงับเสมหะ

ทองสัมฤทธิ์ มีรสฝาดรสขมอนุโลมตามรสทั้งปวง กระทำให้ปราศจากมลทิน กระทำให้ผอมให้รสสุกอร่อย กระทำให้อินทรีย์ผ่องใส กระทำให้สาระพัดในกายให้แห้ง ระงับปิตตะระงับเสมหะ

ทองเหลือง มีรสขมรสเค็ม ชำระมลทินระงับโรค ผอมเหลือง เกิดแต่กิมิชาติระงับลม กระทำให้ผอมเหลือง

ตะกั่วเกรียบ มีคุณแม้นกับทองเหลือง

เหล็ก ชอบกับตา มีรสฝาด รสหวาน รสขม กระทำให้ผอมให้ลมกำเริบกระทำให้เย็น ระงับโรคเกิดเพื่อกิมิปิตตะเสมหะ

แก้วทั้งปวง ชอบกับตา กระทำให้ผอมให้เย็น

มรกฏ, สังข์, ฟองน้ำชะเล ตุกต่ำ , โคริกา, เปนอาทิ กระทำให้อินทรีย์ผ่องใส กระทำให้ผอม ระงับโรคกัณฑุโรคหิด คัณฑุ โรคฝี ระงับโรคเกิดเพราะกิมิชาติ ระงับเสมหะระงับพิศม์

มะโนศิลา คือหระดานแดงภาษาลังกา คือกัมถันแดง ภาษาไทยมีคุณดังแก้ว มีรสฝาด, รสหวาน, รสขม, ระงับโรครัตตะปิตตะ, โรคพิศม์, ราก, สอึก, กระทำให้ตาสว่าง

ดินสอพองในปล้องไม้ไผ่ มีรสหวานรสเย็น แก้ไขยโรค, ริดสิดวงแห้ง แก้สาระโรคคือหอบ กาสะโรคคือไอ

เกลือวะระทวัง เผาไฟแล้วแช่น้ำเอาด่างมีคุณมาก เกลือนี้ก็ดี เกลือสะวะสาก็ดี ยะวะกะสาคือน้ำประสารดีบุกก็ดี ทั้ง ๓ ประการนี้ กระทำให้แห้งระงับเสมหะวาตะปิตตะ

ฏังคะณะ คือน้ำประสานทองนั้น ให้จำเริญไฟธาตุ ระงับโรคกุฏฐ, โรคพิศม์

หิมะปะลา กิริกะเวฬุ มหากะเวฬุ ๓ สิ่งนี้ก็ดี มหาเมวัง สุลุเมวัง ๒ สิ่งนี้ก็ดี มะละแวนนะ มุงแวนนะ ๒ สิ่งนี้ก็ดี อุสะภะกะชิรุภะ ๒ สิ่งนี้ก็ดี มะธุลัฏฐิชะเอมก็ดี คณะนี้ให้เจริญชีวิตรจึงได้ชื่อว่า ชิวะนิยะคะณะ

มะหาแกแนศ ๑ สิหิงแกะแนศ ๑ อมุกกะรา ๑ มะหาแกลิยะ ๑ พะลา คือขัดมอน ๑ เลละสิริแวะฑียะ ๑ เอระมินิยะคือเล็บเหยี่ยว ๑ อัศแวนนะ คือหญ้าเกล็ดหอย ๑ วะจาคือว่านน้ำ ๑ นิหิสุปะละ ๑ พิละวะ คือมะตูม ๑ หิริมะสุ, ระมะนิ คือรากอบเชย ๑ กิริอังคุนะ ๑ แอะแทริยะปะลุ ๑ มุตุนะแวนนะ คือผักเปด ๑ อะมะตะวัลลี คือบระเพ็ด ๑ สะตาวะริ คือรากสามสิบ ๑ โคอุระคือโคกกระสุน ๑ นิระละ ๑ สุลุแกระ คือหญ้าคมบางเล็ก ๑ กัฏฐเวละพฎุ คือมะเขือหนาม ๑ ตะฑะพุทุ ๑ เหละพฎุ คือ มะเขือขาว ๑ มะธุลัฐิคือชะเอม ๑ มิทิคือคนทีสอใหญ่ ๑ แปะปิลิยะ คือโกฐจุฬาลำภา ๑ คณะดังกล่าวมานี้ให้จำเริญชีวิตรให้เกิดกำลังให้บำรุงไฟธาตุให้จำเริญ อินทรีย์แต่ละอย่าง มีกำลังมากต่างกัน กินเข้าไปแล้วหาโทษมิได้ ให้เอาน้ำตาลกรวด, น้ำผึ้ง, น้ำนมโค, น้ำมันเนยทั้ง ๔ สิ่งนี้สิ่งใดสิ่ง ๑ เนปกระสายละลายยา สิ่งหนึ่งก็ได้ ๒ สิ่งก็ได้ ทั้งหมดก็ได้ เด็กก็ดีคนแก่ก็ดี คนมีกำลังก็ดีคนผอมก็ดี คนไม่มีกำลังก็ดี คนธาตุหย่อน ก็ดี ให้ประกอบยานี้กินเถิด

อนึ่งกินแล้วให้บังเกิดบุตร ให้อกฅอแค่นแขงทั้ง ๔ มีกำลังถึงกระดูกหักก็ดี แพทย์ก็นับถือรักษาด้วยยานี้เถิด

ขัดมอนเล็ก ๑ ขัดมอนใหญ่ ๑ กิริกะเวฬุ ๑ มหากะเวฬุ ๑ ต้นอ้อย ๑ อะมุกะหะรา ๑ กิริดิลวะ ๑ อโนชาคำลังกาว่าน้อยหน่า ๑ อันว่ายาหมู่นี้กระทำให้อิ่ม เหตุดังนั้นจึ่งชื่อว่าปะหะติคณะเปน ครรภรักษา

ขันทศกร ๑ สิริละ ๑ แห้วหมู ๑ โกฐกระดูก ๑ ว่านน้ำ ๑ ขมิ้นชัน ๑ เจ็ตมูลเพลิง ๑ ตำแยเครือ ๑ วิระทะขิงสด ๑ อันว่ายาหมู่นี้กระทำให้ผอม เหตุดังนั้นจึงชื่อว่าโสภะนิยะคณะ

ต้นรักขาว ๑ ละหุ่ง ๑ แตงกวาร้าน ๑ เจ็ตมูลเพลิง ๑ สิริละสังข์ ๑ เตรุ ๑ สะระละ ๑ รงทอง ๑ กุลุแวนนะคือ กะตุกะโรหินี ๑ พรมมิ ๑ ยาหมู่นี้กระทำให้อุจจาระบริสุทธิ์เหตุดังนี้จึงชื่อว่าเภทนิยะคะณะ

น้ำผึ้ง ๑ แอดอะฑะยะ ๑ ซ้องแมวใหญ่ ๑ โลท ๑ ประยง ๑ โกตัมพุรุ คือผักชี ๑ แอนติธิ ๑ อิทินนะรุ ๑ ยางมะขวิด ๑ ยาหมู่นี้แก้กระดูกหักแตกต่อติด เหตุดังนั้นจึงชื่อว่าสันฐานคะณะ

มหาหิงคุ์ ๑ พริกไทย ๑ ส้มมะขาม ๑ โคมะตุ ๑ เทียนเยาวะภานี ๑ ผลรักเทศ ๑ ปัตตะปัญจะ ๑ ใบไม้ ๕ ประการที่มีอยู่เบื้องน่า ๑ ยาหมู่นี้จำเริญไฟธาตุ เหตุดังนี้จึงชื่อว่าทิปนิยคะณะ

จันทน์หอม ๑ บุนนาค ๑ กิริอตุลุ ๑ เหละกิริตตะ ๑ ชะเอม ๑ บัวหลวง ๑ แฝกหอม ๑ มะกล่ำตาช้าง ๑ รากอบเชย ๑ ยาหมู่นี้แก้แผลทั้งปวง จึงชื่อว่าจันธาทิคะณะ

มูกหลวง ๑ กะเบียน ๑ มะตูม ๑ เจ็ตมูลเพลิง ๑ ขิงแห้ง ๑ แห้วหมู ๑ สะค้าน ๑ ตำแยเครือ ๑ ส้มป่อย ๑ เทียนสัตตบุษป์ ๑ ขมิ้น ๑ ยาหมู่นี้แก้มูลวาตะลมจุกเสียด แก้ริดสิดวงงอกในทวารหนัก ชื่อว่าหะริสเชตคะณะ

แก่นตะเคียนลังกาว่านสีเสียด ๑ มะขามป้อม ๑ ผลรักเทศ ๑ ขมิ้น ๑ สมอ ๑ สัตตบัน ๑ ลั่นทม ๑ ราชพฤกษ์ ๑ พิลังกาสา ๑ ใบมลิวัล ๑ ยาหมู่นี้แก้กุฏฐโรค ชื่อว่ากุฎฐาราทิคะณะ

แฝกหอม ๑ ราชพฤกษ์ ๑ จันทน์ ๑ เมล็ดพรรผักกาด ๑ แห้วหมู ๑ สเดา ๑ โมก ๑ ชะเอม ๑ สะตือ ๑ เทียนสัตตบุศย์ ๑ ยาหมู่นี้แก้ฝีทั้งปวง แก้หิดทั้งปวง

อังกุณะ ๑ พริกไทย ๑ กะทือ ๑ ว่านเสมา ๑ พิลังกาสา ๑ โลลุ ๑ คนทีสอ ๑ โคกกระสุน ๑ ว่านน้ำ ๑ เกาะดูรุแพทะ ๑ ยาหมู่นี้แก้โรคเกิดแต่กิมิชาติหาย

มะกล่ำเครือ ๑ โลลุ ๑ ขมิ้น ๑ แรตตะต้นข่า ๑ มาราแอฏะเมล็ดทิ้งถ่อน ๑ จันทน์เกราะ ๑ โคกกระออม ๑ กระวาน ๑ ยานี้ก็ดี จันทน์ ๑ ชะเอม ๑ คนทีสอ ๑ ยานี้ก็ดีทั้ง ๒ ขนานนี้แก้พิศม์

น้ำเข้าตอก ๑ พุดทรา ๑ ทับทิม ๑ เมล็ดเข้า ๒ เดือน ๑ ส้มซ่า ๑ รัตตะหิริเวริยะ ๑ แฝกหอม ๑ ยอดหว้า ๑ ยอดมะม่วง ๑ ดินแห้ง ๑ ยาทั้งนี้แก้อาเจียน

ขิงสด ๑ ตำแยเครือ ๑ หิรเวริยะ ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ บระเพ็ด ๑ สะเดาดิน ๑ แห้วหมู ๑ ขี้กา ๑ ผักชี ๑ ยาทั้งนี้แก้กระหายน้ำ

มะเขือหนาม ๑ มะเขือขาว ๑ เมวัง ๑ รากบัว ๑ โกฐพุงปลา ๑ เปราะหอม ๑ ตำแยเครือ ๑ เมล็ดพุดทรา ๑ ยาทั้งนี้แก้สอึก

ธฏอุติทมูละ ๑ บัวหลวง ๑ ซ้องแม้วใหญ่ ๑ เกสรบัว ๑ เปลือกโลท ๑ มะละอิต์ตะมะละทะฑะ ๑ อิทิน์นรุ ๑ ยางง้าว ๑ เมล็ดมะม่วง ๑ ยาทั้งนี้กินผูก ชื่อมะละคาหิ

หว้า ๑ มะม่วง ๑ มะเดื่อ ๑ ไทรย้อย ๑ ยาทั้งนี้เอายอดเอละแกทิ ๑ ไกร ๑ สารภี ๑ ส้มเสี้ยว ๑ รักเทศ ๑ มุวะกิริยะ ๑ มะกล่ำเครือ ๑ มะกล่ำต้น ๑ ยาหมู่นี้แก้มุตรกฤจฉจึงชื่อว่า มุตตคหณี

โผฏา ๑ โคกกระสุน ๑ อ้อยป่า ๑ เปลือกอบเชย ๑ โคกกระสุนแดง ๑ หญ้าแพรก ๑ อ้อยเครือ ๑ แห้วหมู่ ๑ ปหนะเพ ๑ ยาหมู่นี้แก้ขัดเบา

คนทีสอใหญ่ ๑ ชะเอม ๑ ผักโหมหิน ๑ อตแอติยะตำแยเครือ ๑ สมอ ๑ ดีปลี ๑ โกฐพุงปลา ๑ นวะแนติลิยะ ๑ มะเขือหนาม ๑ มะเขือเครือ ๑ ยาหมู่นี้แก้ไอ

ขิงสด ๑ แอปุละ ๑ โหมุตุ ๑ สิงคุรุปิยะลิ คือ เปราะหอม ๑ นวะแนติลิยะ ๑ กระเพรา ๑ สุจปลา ๑ กิทิแท ๑ รากบัว ๑ กระวาน ๑ กุลุแวนละ ๑ ยาหมู่นี้แก้ไอแก้หอบ

วิทิปิยะลทะ ๑ เพาะวลุท ๑ มนุแวหุต ๑ รากอบเชย ๑ บระเพ็ด ๑ ก้นปิต ๑ ตรผลา ๑ ยาหมู่นี้แก้ไข้ทั้งปวง

บัวหลวง ๑ เข้าตอก ๑ แฝกหอม ๑ ชะเอม ๑ อุปล ๑ รากอบเชย ๑ น้ำตาลกรวด ๑ หิริเวลิยะ ๑ ซ้องแมวใหญ่ ๑ กระโดน ๑ จันทน์ ๑ ยาหมู่นี้แก้ร้อน

เนื้อไม้ ๑ ขิงสด ๑ กฤษณา ๑ กาลุแวล ๑ ว่านน้ำ ๑ ผักชี ๑ สิริล ๑ ดีปลี ๑ มะเขือหนาม ๑ โตฏิละว่าเพกา ๑ คนทีสอใหญ่ ๑ ยาหมู่นี้แก้เย็น

เทียน ๑ พริกไทย ๑ เทียนดำ ๑ สะค้าน ๑ เทียน เยาวภาณี ๑ เบ็ญจปัตต ๑ ใบไม้ ๕ ประการด้วยทศมูลราก ๑๐ ประการด้วย ยาหมู่แก้ยอก, แก้เสียด, แก้บวม

น้ำผึ้ง ๑ ชะเอม ๑ เข้าตอก ๑ สวังคุรุ คือดินแดงเทศ ๑ ประยง ๑ ยางง้าว ๑ ดินเผา ๑ เปลือกไม้เหลือง ๑ น้ำตาลกรวด ๑ เปลือกโลท ๑ ยาหมู่นี้เจริญอาหาร

หญ้าเกล็ดหอยใหญ่ ๑ ผักโหมหินเล็ก ๑ ผักโหมหินใหญ่ ๑ ละหุ่งขาว ๑ ละหุ่งแดง ๑ ทองกวาว ๑ อุสภะกะชิวกะ ๑ โคกกระสุน ๑ รากสามสิบ ๑ ดองดึง ๑ หัวเบ็ญจปัตตะ ๑ วณะแวนนะ ๑ มะเขือหนาม ๑ มะเขือเครือ ๑ แอดสฏิยะ ๑ พาสุลุ ๑ เหละฑิยะ ๑ ถ้ามิได้ ให้เอามุแวนนะ มหาเหละฑิยะ ถ้าไม่ได้ เอามะละแวนนะ อาจาริยะกล่าวไว้ให้เอาสิ่งละ ๔๐ กล่ำ ถั่วดำ ๑ สะตือ ๑ สวาด ๑ ยาหมู่นี้แก้ผอมแห้ง แก้คุลุมโรค ก็ได้ แก้ลมแก้หอบก็ได้ แก้ปิตตะก็ได้แล

ไกร ๑ มะเดื่อ ๑ สารภี ๑ ไทร ๑ มะทราง ๑ มะพลับ ๑ ปยะลิ ๑ พุดทรา ๑ อชุนะ คือกุ่มน้ำ ๑ กุ่มบก ๑ กุ่มแดง ๑ อัสสะกัณณะ คือหูกวาง ๑ มารา ๑ มะม่วง ๑ โคปา ์ลุ* ๑ ถ้าไม่ได้เอาโหมุตุ ๑ ทองกวาว ๑ รักเทศ ๑ โลทขาว ๑ หว้าควาย ๑ หว้านก ๑ ชมภู่ใหญ่ ๑ ยาหมู่นี้แก้ดี แก้โลหิต แก้ปรเมหะพลันหาย แก้บาดแผลด้วยแก้ร้อนด้วย แก้เภทสัตรีในทางปัสสาวะ

ดีปลี ๑ เจ็ตมูลเพลิง ๑ ว่านน้ำ ๑ โมกมัน ๑ ดีปลีใหญ่ ๑ รากช้าพลู ๑ แห้วหมู ๑ ขิงสด ๑ กระวาน ๑ อิรทะ ๑ กระเจา ๑ สะค้าน ๑ พริกไทย ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เมล็ดพรรผักกาด ๑ ภารยพติทัมเทอุสุนุ ๑ สิหิงแมฑหังคุ ๑ มหาแมฑหังคุ ๑ สเดา ๑ เทียนดำ ๑ ตำแยเครือ ๑ พิลังกาสา ๑ ยาหมู่นี้กำจัดวาตะ , เสมหะ

กระแจะ ๑ กระวาน ๑ โลท ๑ หิริเวลิยะ ๑ เกสรสารภี ๑ สมุลแว้ง ๑ ใบพิมเสน ๑ เปราะหอม ๑ กาลเวล์ ๑ ดอกจันทน์เกาะ ๑ ข่อย ๑ ดอกบุนนาก ๑ เปลือกไม้เหลือง ๑ เทียนสัตตบุศย์ ๑ ธะสะยะ ๑ รงทอง ๑ สาละมละ คือดอกรัง ๑ สังข ๑ สิริวุฏ ๑ หว้า ๑ ชันไม้รัง ๑ วะหะนะยะเปนหอยวิเศษในมหาสมุท ๑ ชฎามังษี ๑ โกฐกระดูก ๑ ยาดังกล่าวมานี้ชื่อว่า เอลาทิคณะ แก้ต่อม , แก้ฝี, แก้พิศม์, แก้วาตะ, เสมหะ

สันพร้ามอน ๑ ฏุกแวลังคุ ๑ รากสามสิบ ๑ มะตูม ๑ สิหิแมฑหังคุ ๑ มะรุม ๑ หญ้าคา ๑ ดอกคำทั้ง ๒ มะเขือขาว ๑ มะเขือหนาม ๑ ธารุสกะคือมะปราง ๑ นิยะทะ ๑ ติดติคะ ๑ ถ้าไม่ได้เอาเกมิทะก็ได้ คนทีสอใหญ่ ๑ สะค้าน ๑ เจ็ตมูลเพลิง ๑ สตือ ๑ ยาดังกล่าวมานี้ชื่อว่า วะระนาทิคณะ แก้อันตะวิทราโรค แก้มันทาคินี แก้เสมหะ แก้คุลุมโรคหายแล ยาขนานนี้ให้เอาแต่รากทั้งหมด

ราชพฤกษ์ ๑ เจ็ตมูลเพลิง ๑ หังคุลุ ๑ มะเขือหนาม ๑ เล็บเหยี่ยวก็ได้ ๑ สเดา ๑ แคป่า ๑ เมฑะหังคุ ๑ ต้นศีศะเต่า ๑ บระเพ็ด ๑ กระเบียน ๑ ก้นปิด ๑ สเดาดิน ๑ ขี้กาแดง ๑ สตือ ๑ สริล ๑ โมกมัน ๑ ดอกคำทั้งสอง ๑ นิริลเคาะแวลก็ได้ ๑ สัตตบัน ๑ ยาดังกล่าวมานี้ชื่อ อโรคาทิคณะ แก้ประเมหะ แก้กะธะชะ แก้ไข้จับ แก้ราก แก้แสมหะหาย

ขนานนี้เอาแต่เปลือกแต่ราก เอาโลทขาวหรือโลทแดง ๑ แห้วหมู ๑ ปลุ ๑ กล้วย ๑ รัง ๑ เอละวะนุ ๑ โกะโนล์ ๑ พระยามือเล็ก ๑ บุกรอ ๑ ซ้องแมวใหญ่ ๑ อิค์สาลุ ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่าโลทาทิคณะ แก้เสมหะแก้เมททั้ง ๒ แก้เพศสัตรีในทางปัสสาวะ แก้วรรณโรค กระทำให้กายมั่น แก้สรรพพิศม์

ก้นปิด ๑ ดอกคนทีสอเหล็ก ๑ เปลือกโลท ๑ อิทินนรุ ๑ เกสรบัว ๑ ชะเอม ๑ สุลมลิป ๑ มะตูม ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่า อัมพะฎาทิคณะ แก้ปักกาติสารโรคคือบิดเหน้า

มะขามป้อม ๑ สมอ ๑ ดีปลี ๑ เจ็ตมูลเพลิง ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่าอาละมะกาทิคณะ กระทำให้กายผอม แก้เสมหะ กุฏฐโรค แก้ปิตตะแก้เสมหะ แก้ไข้ทั้งปวง อนึ่งกระทำให้ถอยกำลัง บำรุงไฟธาตุด้วยตรีผลา มีสมอเปนต้นนั้น แก้วิสมชรา คือไข้ผิดสำแลง ทำให้ตาสว่าง บำรุงไฟธาตุ แก้เสมหะ กุฏฐโรค แก้ปิตตะ เสมหะหาย อันว่าทรัพยามีสมอเปนอาทิ อาจาริย์ผู้วิเศษย่อมสรรเสริญไว้ในคัมภีร์ทั้งหลายเปนอันมาก เหมือนดังตำราอุทาหรณ์ ว่าทรักษา ทิตรีผลากัสมรีติดังนี้มี ขนานหนึ่ง ติลาทลานิเอลปูตปัลลวตลูปีติผลา ดังนี้ก็มีขนานหนึ่ง เหตุดังนั้นจึงได้เอาสมอเปนอาทิ มาสรรเสริญไว้ในคัมภีร์นี้

ขี้กา ๑ จันทน์ ๑ แมฑหังคุทั้งสอง ๑ ตำแยเครือ ๑ ก้นปิด ๑ บระเพ็ด ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่าปะโตลาทิคณะ แก้เสมหะ แก้ราก แก้กินเข้าไม่ได้ แก้ฝี แก้พิศม์หาย

จันทน์ ๑ บระเพ็ด ๑ สเดา ๑ ผักชี ๑ บัวหลวง ๑ ยาหมู่นี้ชื่อคโลจาทิคณะ แก้กระหายน้ำ แก้ร้อน แก้ราก แก้กินเข้าไม่ได้ แก้สารพัดไข้หาย

กิริกะเวฬู ๑ มหาเวฬู ๑ ชะเอม ๑ โกฐพุงปลา ๑ สุลุเมวัง ๑ มหาเมวัง ๑ โอสัมพิยะ ๑ โปตรุ ๑ มิมะทะ ๑ สุลุกลัต์ ๑ ทะฑะกะลัต์ ๑ มุแวนนะ ๑ มัสแวนนะ ๑ ตุมปิฏิยะ ๑ สสุเตฑละ มหาเตฑละทั้ง ๒ นั้นไม่มีให้เอาสุลุกะลัต์ มหาสุลุกะลัต์ใช้ก็ได้ นม ๑ บัวหลวง ๑ บระเพ็ด ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่ากาโกลาทิคณะ กระทำให้อิ่มให้เกิดน้ำนมให้เจริญอายุ แก้ปิตตะ แก้วาตะ แก้เลือดหาย

รากอบเชย ๑ รากบัวหลวง ๑ แฝกหอม ๑ ชะเอม ๑ จันทน์ทั้ง ๒ ส้มเสี้ยว ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่าสาริกาทิคณะแก้รัตตะปิตตะโรค แก้กระหายน้ำ แก้นอนไม่หลับ แก้ไข้เพื่อดี แก้รากแก้ร้อนมีกำลังกล้าหาย

รสาอันนณะ ๑ โตอันนณะ ๑ โผฏา ๑ เกสรบุนนาค ๑ ชะเอม ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่าอัญชนาทิคณะ แก้ปิตตะ แก้พิศม์ แก้ร้อน แก้โรคดังกล่าวมานี้

ว่านน้ำ ๑ แห้วหมู ๑ สมอ ๑ เทียนสัตตบุศย์ ๑ ขิง ๑ อิวะทะ ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่าวะจาทิคณะ

ขมิ้น ๑ มัสแวนนะ ๑ ขมิ้นเครือ ๑ ชะเอม ๑ โมกมัน ๑ ยาหมู่นี้ชื่อหะริตาทิคณะ ยา ๒ ขนานนี้แก้โทษแห่ง อามา จะให้สุกได้ แก้อามะอติสาร คือเปนบิดยังอ่อนๆ ให้หาย แก้โทษน้ำนมสัตรี ให้บริสุทธิ์ได้

ก้นปิด ๑ ทัมเทวุสุนุ ๑ สิงหิงแมฑหังคุ ๑ ขิง ๑ เทียนสัตตบุศย์ ๑ ยาหมู่นี้ชื่อปาทาทิคณะ แก้หอบ แก้ไอแก้อุทธังคมาวาต แก้คุลุมโรค แก้รุชาโรค คือปวดขบในท้องหาย

เมล็ดฝ้าย ๑ น้ำประสานดีบุก ๑ เหลือสินเธาว์ ๑ กสิล ๑ มละกสิละ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ คิริชคลัมทะ(ภาษาบาฬี) คือเนื้อหิน ๑ ตุกต่ำทั้งสอง ๑ ยาหมู่นี้ชื่ออุปะสาราทิคะณะ แก้เมทะ แก้สักขราสมริโรคคือเปนนิ่วกรวดนิ่วหินหาย

วิรตรุอันธระ (ภาษาบาฬี) กะถินป่า ๑ คนทีสอใหญ่ ๑ อ้อยเครือ ๑ โผฎา ๑ หญ้าแพรก ๑ ธารุสกะ ๑ รากอบเชย ๑ โกวะกา คือเครือนมพิจิตร ๑ เพกา ๑ โคกกระสุน ๑

นิริลยาปุระ ๑ โคกกระสุนแดง ๑ ถ้าไม่ได้เอาเข็มแดง หญ้าคา ๑ ดอกคำเขียวหรือดอกคำเหลือง ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่าวิรรุกขทิ คณะแก้นิ่วหิน นิ่วกรวด นิ่วเบาเปนเส้นในปัสสาวะ มักมีนิ่วเปนอาทิ แก้มุตรกฤจฉ์ แก้วาตะหาย

เตลัมพุ คือสัมโรง ๑ กะเบียน ๑ รากโมกทั้งสอง ๑ เจ็ตมูลเพลิง ๑ สลัดไดเล็ก ๑ แทวตัล ๑ ทองกวาว ๑ แอฏระ ๑ ยาหมู่นี้ชื่อมุกาทิคณะ แก้ประเมหะ แก้มูลพยาธิ แก้ระสมริโรค ยามุกาทิคณะนี้เผาไฟเอาด่าง

รัง ๑ โกมพุ ๑ ทองกวาว ๑ แทวตัส ๑ แสโทลมัล ๑ กุ่มบก ๑ ประดู่ ๑ มหริ ๑ แอฏฏระ ๑ จันทน์เกาะ ๑ ปุรุท ๑ สีเสียดต้น ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ สิหิงปุรุท ๑ รัตมุรุต ๑ สิริส ๑ กาลวลิ ๑ ยาหมู่นี้ชื่อ สาลาทิคณะ แก้เสมหะ แก้ผอมเหลือง แก้ขัดเบา แก้กุฏฐโรค แก้ประเมหะ ยาหมู่นี้เอาเปลือก

อุบล ๑ กมุท ๑ บัวหลวง ๑ เหลมลิ ๑ สัตตบุศย์แดง ๑ ชะเอม ๑ ยาหมู่นี้ชื่ออุปลาทิคณะ แก้ปิตตะแก้โลหิต แก้รัตตะปิตตะ แก้พิศม์ แก้ราก ยาหมู่นี้เอาเง่ากับเกสร

ตะกั่วเกรียบ ๑ ทองแดง ๑ สังข์ ๑ ตะกั่วดำ ๑ ทองคำ ๑ เงิน ๑ ยาหมู่นี้แก้เจ็บขัดเบา แก้เจ็บในอก แก้อุลุมโรค แก้ผอมเหลือง แก้ประเมหะ แก้พิศม์หายแล

ตุลสิ คือกระเพราขาว ๑ กระเพราดำ ๑ รุวร ๑ กรวุตลา ๑ อนุตลา ๑ ไม้ไผ่ ๑ เข้าฝ้าง ๑ เตธุม คือเข้าละมาร ๑ กริย ๑ โกล ๑ มัณฑปลา ๑ ค้อนกลองนา ๑ ชะเอม ๑ อักแมล์ล ๑ กะเพราเครือ ๑ บางอาจาริย์ว่าอบเชยกะเพราดำ ๑ เรรุ ๑ เพ็ชสังฆาฏ ๑ พิลังกาสา ๑ แก่นแมร ๑ แมฑหังคุ ๑ ทังสอง ๑ โกคุรุแพททะ ๑ ซ้องแมวใหญ่ ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่า สุรษาทิวัค แก้กิมิโรค แก้เสมหะโรค แก้ไอกินอาหารไม่มีรส แก้หวัด แก้หอบหาย ชำระแผล ยาหมู่นี้ใช้ได้มาก

มะปราง ๑ ซ้องแมวใหญ่ ๑ ทับทิม ๑ ผลจันทน์ ๑ กิริมูลคือไม้เกษ ๑ มะขามป้อม ๑ พระยามือเหล็ก ๑ คนทีสอใหญ่ ๑ ยาหมู่นี้ชื่อปารสุกาทิคณะ แก้ลมให้ชื่นใจให้เจริญอาหาร แก้กระหายน้ำ แก้โทษปัสสาวะ ให้ใช้แต่ผล

แห้วหมู ๑ เครือก้นปิด ๑ ขมิ้นทั้งสอง ๑ ตำแยเครือ ๑ เหมวดี คือขันทศกร ๑ กระวาน ๑ อิวทะ ๑ โกฐกระดูก ๑ รักเทศ ๑ ตรีผลหนึ่ง หังคุลุ ๑ ยาหมู่นี้ชื่อมุตาทิคะณะ แก้โรคเกิดแต่เสมหะหาย กระทำให้บริสุทธิ์ กระทำให้สุขให้เกิดน้ำนมแก้เพศสัตรีในทางปัสสาวะวิเศษนักแล

โผฏา ๑ ตองแตก ๑ มะซาง ๑ ไทรย้อย ๑ สลัดไดเล็ก ๑ รากจิงจ้อเหลี่ยม ๑ บระเพ็ด ๑ พรมมิ ๑ ยักเพรีย คือครอบตลับ ๑ เสตกัล ๑ ราชพฤกษ์ ๑ แวลลิวัน ๑ กฏุเวลังค ๑ สตือ ๑ เตลกิริยะ คือต้นรงทอง ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่าสามาทิคณะ ๑ แก้ลมอุทธังคมาวาต แก้โรคท้องมาร แก้ลม กระทำให้ท้องขึ้น แก้พิศม์ แก้คุลุมโรคเปนอาทิหายแล

มะตูม ๑ คนทีสอใหญ่ ๑ เพกา ๑ ซ้องแมวใหญ่ ๑ แคป่า ๑ ยาหมู่นี้มีมะตูมเปนอาทิ ชื่อว่าพิลวาทิคะณะ ให้เจริญไฟธาตุ แก้วาตะ แก้เสมหะหาย

ขัดมอน ๑ ผักโหมหิน ๑ ละหุ่ง ๑ มุงแวนนะ ๑ มัสสุแวนนะ ๑ ยาหมู่นี้แก้ปิตตะ, เสมหะ, วาตะ, กระทำให้ตัวเบา

หญ้าเกล็ดหอยเล็ก หรือ เกล็ดหอยใหญ่ ๑ ละหุ่ง ๑ มะเขือทั้งสอง ยาหมู่นี้ชื่อปัญจะมูลเหล็ก แก้วาตะ เสมหะหาย

หัวเบ็ญจปัตตะ ๑ รากอบเชย ๑ สิหิงเมฑหังคุ ๑ บระเพ็ด ๑ โผฎา ๑ ขมิ้นเครือ ๑ ยา ๖ สิ่งนี้แก้มุตรกฤจฉ์ แก้วาตะ แก้ปิตตะ หาย

กฏุเวลังค ๑ โคกกระสุน ๑ ดอกคำทั้งสอง ๑ กะรัมพะคือ มะนาวเทศ ๑ รากหญ้าหนาม ๑ ห้าประการนี้ แก้เสมหะ วาตะหาย

หญ้าแพรก ๑ อ้อยเครือทั้งสอง หญ้าคา ๑ ไม้รวก ๑ แปปะละ รากหญ้าห้าประการนี้ เอาสิ่งเดียวก็ได้ เอาทั้ง ๕ ก็ได้ แก้ปิตตะ แก้มุตรกฤจฉ ชำระลำไส้

โมกมัน ๑ แมฑหังคุ ๑ สิริเตกกุ ๑ ตำแยเครือ ๑ พริกไทย ๑ แห้วใหญ่ ๑ ว่านเสมา ๑ กระวาน ๑ ก้นปิด ๑ เทียนดำ ๑ เพกา ๑ กะเบียน ๑ เทียนเยาวภานี ๑ พรรผักกาดขาว ๑ ว่านน้ำ ๑ ยาหมู่นี้ก็ดี เทียน ๑ มหาหิงคุ์ ๑ พิลังกาสา ๑ ผักเสี้ยนไทย ๑ ใบ ๕ ประการ ดังกล่าวมานี้ชื่อว่าวัชกาทิคณะ แก้วาตะ, เสมหะ, เมทะแก้คุลุมโรค แก้หวัด แก้ไข้ แก้เมื่อยแก้ขบ แก้เปื่อยหาย

รักขาว ๑ มะแว้งเครือ ๑ รากตองแตก ๑ ดองดึง ๑ ทัมเทวุสุทุ ๑ แรตต ๑ อัสสติย ๑ หระดาน ๑ หญ้าพันงู ๑ แกมเมรีย ๑ สตือ ๑ เหลกัตตโกลุ คืออันชัญขาว ๑ ดอกจันทน์เกาะ ๑ โคกกระออม ๑ แหตินิยะ ๑ ยาหมู่นี้ชื่ออักกา ทิคะณะ แก้เสมหะ แก้เมทะ แก้พิศม์ แก้กิมิโรค แก้กุฎฐโรคหาย แก้บาดแผลดีวิเศษนัก

เทียนสัตตบุศย์ ๑ ตวรณะคือเนื้อไม้ ๑ โกฐสอ ๑ เอาทศมูลด้วย ขัดมอนเล็ก ๑ เข้าตอกขั้ว ๑ เอาวิระตะราทิคณะประกอบด้วย เอาพิทาทิคณะด้วย แก้ลมทั้งปวง

ประดู่ ๑ โกมพุรุกตะ ๑ พุรุทะ ๑ กุพุคือกุ่มบก ๑ ตะเคียนหรือสีเสียดก็ว่า ๑ แกกระ ๑ มะหะริ ๑ แอฏฏระ ๑ แมฑหังคุทั้งสอง จันทน์ทั้งสอง ขมิ้นเครือ ๑ ตรีติหมะ ๑ เอารากเอาใบ ตาลโตนด ๑ ใบทองกวาว ๑ หิกะระมัตตะ ๑ ดอกรัง ๑ ต้นเทวะต้นหมากเมีย ๑ เมล็ดโมกมัน ๑ ผลยอ ๑ ยาหมู่นี้ชื่อ อัสนาทิคณะ แก้มือด่างเท้าด่าง แก้กุฏฐโรค แก้เสมหะ แก้ประเมหะ แก้กิมิโรค แก้โรคผอมเหลือง แก้เมทโทษหาย

เอาทุรุวาทิคณะก็ดี ๑ เอาหญ้าแพรก ๑ ตำแยเครือ ๑ สเดา ๑ เสนียด ๑ วัททุรุ ๑ แห้วหมู ๑ รากสามสิบ ๑ กลิละ ๑ ประยง ๑ เอานิโครธาทิคณะก็ดี อุปะลาทิคณะก็ดี อัศษนาทิคณะก็ดี สุระลาทิคณะก็ดี มุตตาทิคณะก็ดี วจาทิคณะก็ดี คณะทั้งหลายนี้แก้เสมหะหาย

หัวเบ็ญจปัต ๑ ละหุ่ง ๑ แอสะติยะ ๑ ผักโหมหิน ๑ สตือ ๑ กัมพุลุแวนนะ ๑ มุงแวนนะ ๑ ถั่วดำ ๑ ชิวนะ ๑ รสสัญญา ๑ อภิรุ ๑ วิระวันนิ ๑ ชิระโกหัจจะปัง ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่าชิวสัญญาเปนรากใหญ่ห้าประการ
รสสัญญาปหฏิ ๑ คัณฐการิ ๑ สาลปัณณิ ๑ ปัญญาหปัญณณิ ๑ โตขุรุกะ ๑ ยาหมู่นี้รากเล็ก ๕ ประการ อบเชย ๑ ยาหมู่นี้ชื่อพิทาริกาทิคณะ เปนยาแก้ให้ชื่นอกชื่นใจ กระทำให้อิ่ม แก้เสมหะแลปิตตะ แก้บวมแก้คุลุมโรค แก้โรคให้กลับเนื้อกลับตัว แก้ลมอุทธังคะมาวาต แก้ไอหายแล

อันว่าคณะทั้งหลายนี้ก็ดี น้ำมัน น้ำมันเนยทาก็ดี แพทย์ดูด้วยอาการอันควรแลไม่ควรแล้วพึงกระทำโดยฉลาด

อันว่ายาสิ่งใดคือดอกแลผล หรือเปลือก รากแลใบเปนอาทิยังมิได้บอกให้แจ้งนั้น ก็ให้แพทย์เอารากใช้เถิด ถ้ายาสิ่งใดมิได้บอกประมาณ ให้เอายาสิ่งนั้นเสมอกันเถิด ถ้าน้ำกระสายยังมิได้บอกแจ้งก็ดี ก็ให้ละลายด้วยน้ำกินเถิด ยาผงสิ่งใดเมื่อจะให้กินนั้น ให้ดูประมาณเห็นว่าควรจะให้กิน อะกะ หนึ่งก็ดี ๒ หรือ ๔ อะกะก็ดี นิสกะ หนึ่งก็ดี ๒ หรือ ๓ นิสกะก็ดี มากกว่านี้หน่อยหนึ่งก็ดี ดูประมาณแล้วพึงให้กินเถิด

อนึ่งยาสิ่งใดเจือด้วยน้ำนมนั้นควรจะให้กิน ปะสะตะ ๑ ก็ดี ๒ หรือ ๓ ปะสะตะก็ดี ให้ดูประมาณอันควรแล้วพึงให้กินเถิด อนึ่งถ้าเห็นว่าวันใดพานจะเย็นอยู่ก็อย่าให้กินเลย

แพทย์จะรักษาโรคสิ่งใดให้ดูประมาณ เห็นว่าควรจะให้กินยานั้น ๓ วันก็ดี ๗ วันก็ดี ๑๒ วันก็ดี มันฎลคือ ๓๐ วันก็ดี ประมาณดูแล้วพึงให้กินยาเถิด

ถ้าให้ยาสิ่งใดกินเห็นว่าโรคนั้นหยุดอยู่ก็ดี บรรเทาลงก็ดี พึงให้ยานั้นกินไปเถิด ถ้าโรคนั้นทวีมากไปก็ให้ยกยานั้นเสีย เอายาอื่นให้กิน โรคสิ่งใดบังเกิดขึ้นได้ในกาลเท่าใด พึงให้กินยาไปเท่านั้นหายแล

อนึ่งโรคบังเกิดได้ปี ๑ รักษาดู ๗ วันแล้ว ถ้ากำลังโรคมีเสมออยู่พึงให้กินยาอื่นเถิด

ถ้าให้กินยาสิ่งใดแลยังไม่เห็นคุณ ก็อย่าเพ่อให้กินยาอื่นซ้ำเข้าไปในขะณะนั้นก่อน เหตุดังฤๅ เหตุว่ายาที่กินไปก่อนนั้นมีกำลังโอชารสยังสงบอยู่ ยาที่กินภายหลังนั้น เข้าไปปะทะกันอยู่ แล้วก็ให้คุณต่างๆ กันไปก็จะหาประโยชน์มิได้

ถ้าเปนไข้จับในฤดูอันเสมอกัน ไม่ร้อนไม่หนาวก็ดี โทษที่จับอยู่นั้นยังมิได้ระงับก็ดี อนึ่งในประเมหะโรคธาตุยังบริบูรณ์ก็ดี อนึ่งในรัตตะคุลุมโรคนั้นเรื้อรังอยู่นานก็ดี ลักษณะโรคทั้งหลายดังกล่าวมานี้ แพทย์พึงรู้ว่าจะรักษาหายง่าย

อันว่าสมอเทศ, สมอไทย, นั้นมีรสหวานสุขุม มีรสฝาด, รสแห้ง, รสเค็ม, รสเบา, ให้จำเริญไฟธาตุ กระทำให้สุกชอบ เมทะมีคุณอุ่นชำระมนทินในกายให้บริสุทธิ์ เจริญอายุให้เกิดปัญญาให้เกิดกำลัง เจริญอินทรีย์ทั้งหลายมีจักษุเปนอาทิ แก้กุฏฐโรคกระทำให้จำเริญวรรณ แก้เสียงแหบ แก้เสียงแห้ง แก้เสียงแข็ง แก้บุราณชวร แก้ศีศะโรค จักษุโรค แก้โรคผอมเหลือง แก้หฤไทยโรค แก้กามิล แก้ตระหนี่โรค แก้บวมเดินเหินไม่ได้ แก้ประเมหะมุตรอติสาร แก้วาตะ แก้ราก แก้กิมิโรค แก้หอบ แก้หวัด แก้ไข้ป่าท้องโร แก้ท้องขึ้นให้ขัดหนักแล้วกลายเปนคุลุม โรมให้ขัดเบาแล้วให้กินอาหารไม่มีรส แก้โรคอันเกิดแต่เสมหะ, วาตะหายแล

อนึ่งกินเข้าแล้วกินสมอ แลสมอนั้นบำรุงอินทรีย์ทั้ง ๕ ระงับวาตะ, ระงับเสมหะ, ระงับปิตตะ กระทำให้กะเพาะอาหารเก่าบริสุทธิ์เปนยาอันประเสริฐ สมออันมีรสหวาน, รสเปรี้ยวเหตุดังนั้นจึงแก้ลม สมออันมีรสเผ็ด, รสขม, เหตุดังนั้นจึงแก้เสมหะ สมออันมีรสฝาด, รสหวาน, เหตุดังนั้นจึงแก้ปิตตะ

มะขามป้อมบำบัดโทษทั้งปวงชอบกับตา มีรสแห้งรสเปรี้ยวจึงแก้ลม มีรสหวานรสเย็น มีรสฝาดรสแห้งจึงแก้เสมหะ แลมะขามป้อมนี้มีผลอันอุดมกว่าผลอื่นๆ

สมอพิเภกกระทำให้สุกให้ร้อนให้เย็น ชอบกับผมมีคุณคล้ายกับมะขามป้อม สมอเทศสมอไทยก็ดี เอาส่วน ๑ (สมอ) พิเภก ๒ ส่วน มะขามป้อม ๔ ส่วน เอาตรีผลาดังกล่าวมานี้ ประกอบเข้าด้วยน้ำท่า
อนึ่งเอาสมอ ๖ บาท (สมอ) พิเภก ๓ บาท มะขามป้อม ๖ สลึง ตรีผลาดังกล่าวมานี้ พึงรู้เถิดว่าอุดมวิเศษนัก

สมอ ๓ ส่วน (สมอ) พิเภก ๔ ส่วน มะขามป้อม ๕ ส่วน เปนส่วนดังนี้ บางอาจาริย์เรียกว่าตรีผลา บางอาจาริย์เรียกว่าสมอทั้ง ๓

ขัดมอนใหญ่ ขัดมอนเล็กทั้งสอง ต้นทองกวาว ๑ อโนชา ๑ ทรัพยาดังนี้เรียกว่ากำลังแข็ง มีคุณเลอียดให้บังเกิดกำลัง

เปลือกอบเชย ๑ กระวาน ๑ ภิมเสนต้น ๑ ทรัพยาทั้ง ๓ นี้เรียกตรีสุคนธ์

มะซาง ๑ เกสรบุนนาก ๑ ทั้งสองนี้ชื่อว่าเทวะสุคนธ์ ยาทั้งสองหมู่นี้ให้ปิตตะกำเริบฉุนแหลมกำเริบร้อน กระทำให้สว่างให้จำเริญรสอาหาร

พริกไทยนั้นมีรสสุขุมรสเผ็ด เปนสัตรูกับเสมหะ มีคุณเบา

ดีปลีนั้นถ้าสดให้เสมหะกำเริบ มีรสหวาน, รสเย็น, มีรสสุขุม, รสหนัก, ถ้าแห้งคุณผิดกันกับสด กระทำให้แห้งมีรสเผ็ด แก้ลม , แก้หอบ, แก้เสมหะ, แก้ไอหาย กระทำให้อิ่ม

ขิงนั้นถ้าสดให้จำเริญไฟธาตุ ให้จำเริญรสอาหาร กระทำให้แห้ง ให้ประชุมไฟธาตุ แก้หทัยโรค คือโรคอันผูกหัวใจ ถ้าแห้งมี รสหวาน, รสเบา, รสเลอียด ให้เกิดรสอาหาร ระงับวาตะเสมหะ มีคุณดังขิงสด (ขิงแห้ง, พริกไทย, ดีปลี) ทั้ง ๓ ประการประชุมกันแล้วจึงชื่อว่าตรีกะฏุก แก้ถุลภาพ ให้ผอมแน่น มันทาคินี แก้หอบหืด แก้ไอ สิปะโรค ให้เท้าทู่หาย

สะค้าน, ช้าพลู สองประการนี้มีคุณเสมอกัน เจ็ตมูลเพลิงมีคุณให้สุขุมให้ร้อนเสมอกันแก้กิมิโทษ แก้บาดแผล แก้บวมหาย

ยกพริกไทยออกเสีย พึงรู้เถิดว่าเปนเบ็ญจกูล แก้คุลุมโรคแก้ปลิโหทรโรคท้องมาร แก้อะนาหะโรค แก้สลโรคชะนะ กระทำให้ สว่างอกสว่างใจยิ่งนัก ให้แพทย์พึงพิจารณาให้วิเศษ แล้วพึงประกอบให้เถิด ถ้าจะยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกเสีย แลจะเอาอื่นประกอบเข้า ถ้ามีคุณเสมอกันแล้วพึงให้ประกอบเถิด อนึ่งถ้าสิ่งใดไม่ชอบกับโรค ให้ยกสิ่งนั้นออกเสียเถิด

บัดนี้จักกล่าวยาที่เปนเอกเปนประธาน แต่โกฐจุลาลำภาสิ่งเดียวนั้นเปนใหญ่ในโรคไข้จับ เสนียดนั้นเปนใหญ่ในรัตตะปิตตะโรค รักเทศกับโมกมันเปนใหญ่ในโรคเหน้าโรคเปื่อย เข้าตอกขั้วเปนใหญ่ในฉะทิโรค ให้ราก โกฐกะดูกเปนใหญ่ในหิกาโรคให้สอึก ยอดไทรย้อยเปนใหญ่ในปิปาสะโรคให้ระหายน้ำ มะเขือหนามเปนใหญ่ในกาสะโรคให้ไอ ชะฎามังษีเปนใหญ่ในสาสะโรคให้หอบ ดอกคำฝอยเปนใหญ่ในสุริยาวัตตะโรคให้ปวดศีศะเรียกว่าลมปกัง คนทิสอใหญ่เปนใหญ่ในมัทะตะยะคือว่าการมัวเมา สิริลเปนใหญ่ในคะหะนิโรคตานทราง พิลังกาสาเปนใหญ่ในกิมิโรค แห้วหมูเปนใหญ่ในอติสารโรคบิด โคกกระสุนเปนใหญ่ในมุตรกฤจฉ์โรค ดีปลีเปนใหญ่ในปลิโหทรโรค ขมิ้นเปนใหญ่ในประเมหะโรค แผ่นเหล็กเปนใหญ่ในโรคผอมเหลือง ตรีผลาเปนใหญ่ในจักษุโรค นวะอนะพิสิยะเปนใหญ่ในกามิละโรค คือโรคผอมเหลือง รุวะราเปนใหญ่ในสระโรค ยางรงเปนใหญ่ในมะโหทรโรคท้องโร ครั่งเปนใหญ่ในภินนะสัณฐานที่แตก รงทองเปนใหญ่ในวณะโรค มะรุมเปนใหญ่ในวิทราทิโรค เจ็ตมูลเพลิงเปนใหญ่ในคุลุมโรค เครือโคกกะออมเปนใหญ่ในวุฒิโรคอัณฑะใหญ่ ผลกะเบียนเปนใหญ่ในวณะโรค ราชพฤกษ์เนปใหญ่ในมุทุวิเรจนะลงอ่อน สลัดไดเปนใหญ่ในติขิณะวิเรจะนะลงหนัก จิงจ้อเปนใหญ่ในวิเรจะนะลงสบาย ต้นทองกวาวแลขัดมอนเปนใหญ่ในนิ่วให้ขัดเบา ตรีกะฏุกเปนใหญ่ในสุลโรค ทองคำเปนใหญ่ในโรคพิศ มังษะเปนใหญ่ในไขยโรค บระเพ็ดเปนใหญ่ในลมเลือด เทียนสัตบุษย์เปนใหญ่ในโสภะโรคให้บวม สะเดาเปนใหญ่ในวะสุริถาโรคฝีดาษ กะเทียมเปนใหญ่ในไข้จับให้หนาว รากอบเชยเปนใหญ่ในวิลับป โรคฝีพุพอง ตะเคียน สีเสียดเปนใหญ่ในกุฎฐโรค เมล็ดในชมดเปนใหญ่ในโรคมือด่างตีนด่าง มะขามป้อมเปนใหญ่ในภุควิการให้เกิดวิปริตเพราะปิศาจ ให้เจริญอายุ ผักโหมหินเปนใหญ่ในชราโรคให้แก่ อุฑุตตะเปนใหญ่ในรุจีคือให้เจริญรสอาหารว่านน้ำเปนใหญ่ในกุมารโรค สร่ายหินเปนใหญ่ในสรรพโรคทั้งปวง ยาดังกล่าวมานี้แต่ละสิ่งๆ เปนยาอันประเสริฐอาจรักษาโรคนั้นๆ ได้ให้ประกอบตามวิธีแพทย์ประกอบไว้เถิด จะต้มกินก็ได้

( กล่าวมาด้วยสรรพคุณติกิจฉาวิธีจบเพียงนี้ )

ลำดับนี้จะกล่าวด้วยอันนะปานะวิธีติกิจฉาต่อไป โดยบาฬีเปนอาทิว่า (อันยปานาทรุเตนาน๎ยทมวํตชตโตภยตะ หินาหินปริจ์ฉิท์ท วิธิ ตัส์ส นิท๎ยเต) แปลว่าธรรมดาสัตว์ทั้งหลายในโลกย์นี้ จะเลี้ยงชีวิตรด้วยอาหารสิ่งอื่นนอกกว่าเข้าน้ำนี้หามิได้

บัดนี้จะกล่าวในวิธีเข้าน้ำ แลเข้านั้นคือเข้ารัตสาลี ๑ มหาสาลี ๑ กาลมันทสาลี ๑ โลมันทสาลี ๑ กาลสาลี ๑ โปตะกะปัณะสาลี ๑ กุมปันทะสาลี ๑ ปะทัมสาลี ๑ วะราหะสาลี ๑ โทวะสาลี ๑ ทีฆะสาลี ๑ หัตถีสาลี ๑ มะยุระสาลี ๑ โกตัมพุรุสาลี ๑ ทั้งนี้เปนคำลังกา เข้าสาลีทั้งปวงนี้เกิดในภูเขา มีรสอันหวานบังเกิดรสสนิท มีมนทินน้อยระงับลม

เข้ารัตสาลีสิ่งเดียวนั้นแก้ตรีโทษได้ เปนยาอันอุดม จุลมะธุสาลี ๑ สักขระสาลี ๑ ปัณะทุกะสาลี ๑ ปิยามังษะสาลี ๑ ชิระกะสาลี ๑ ขาระสาลี ๑ มชุระกาวิธี อันว่าเข้าดังกล่าวมานี้บังเกิดในท้องนา กระทำให้อาหารทั้งปวงสุกมีรสหวาน ระงับวาตะแลปิตตะหาย ให้เกิดเสมหะแลสัมภะวะ เข้าดังกล่าวมานี้เข้าจำพวกใดมีผลใน ๖๐ วัน เข้าจำพวกนั้นอุดม

อันว่าเข้าใหม่ทั้งปวงชอบกับจักษุ ให้บังเกิดโทษทั้งปวงมีเสมหะเปนอาทิ กระทำให้จำเริญกำลัง เข้ากับแก้ เข้าเดื่อยเข้าละมาน เข้าฝ้างเล็ก เข้าทั้ง ๔ ประการนี้ กระทำให้แห้งระงับปิตตะเสมหะหาย

เข้ายะวะสาลี ให้ลมกำเริบบังเกิดมละมาก ระงับปิตตะเสมหะหาย

เข้าโคธุมะสาลี ให้บังเกิดเสลดมีรสหนัก, รสเย็น, รสหวาน, ระงับลม

ถั่วเขียวมีรสฝาด, รสหวาน, รสเบา กระทำให้แห้ง ระงับปิตตะ ให้บังเกิดลม

ถั่วดำวานร ให้บังเกิดเสลด ระงับปิตตะระงับเสมหะบังเกิดลม แก้หอบ, ไอแก้สอึก แก้ลมอะสุกะวาตะ

งา มีรสฝาด, หวาน, ขม ให้เกิดกำลังกระทำให้อุ่น กำเริบปิตตะ

สามัญผลชาติ กระทำให้ถอยกำลัง ไม่มีรสสนิทมีพิศเย็น

เมล็ดขนุนมีรสหวาน, ฝาด, หนักบังเกิดปัญญา กระทำให้แห้ง กำเริบลมระงับซึ่งปิตตะ

เมล็ดขนุนป่ามีรสฝาดรสหวานรสเบา กำเริบรัตตะปิตตะโรค ระงับกิมิโทษ แลเสมหะโทษ

เมล็ดมะขาม บังเกิดมวกมีรสหนักรสเย็น กระทำให้ทีต่อทีหักติดกันได้

เนื้อปลาช่อนมีรสเบา ชอบกันธาตุทั้งปวงให้บังเกิดเสลด บังเกิดเมทะ ระงับวาตะมีรสบำรุงรสหวานรสอาหารให้สุก