พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ

พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ เป็นตำราที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับอุจจาระโดยเฉพาะคือ กล่าวถึงเหตุที่เกิดโรค ลักษณะอุจจาระธาตุ โรคอุจจาระธาตุ และยาแก้โรคอุจจาระธาตุ พระคัมภีร์นี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าแต่งในสมัยใด และใครเป็นผู้แต่ง

พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ ปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกใน "พระคัมภีร์เวชศาสตร์สงเคราะห์" เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๓ ซึ่งเป็นฉบับตัวเขียน ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ชำระขึ้น และได้จัดพิมพ์เผยแพร่รวมอยู่ใน "พระคัมภีร์แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์" เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๒ และต่อมาได้จัดพิมพ์เผยแพร่อีกหลายครั้ง

สำหรับตำราที่ พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ นำมาอ้างถึงนั้น ได้แก่ "คัมภีร์อติสารวรรค คัมภีร์ตติยภินสันนิบาต คัมภีร์มหาภูตรูป คัมภีร์ธาตุวินิจฉัย แลสมุฏฐานพิกัต" และ "คัมภีร์จลนะสังคหปกรณ์"

พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ เป็นตำราที่กล่าวถึงอุจจาระโรคเท่านั้น โดยกล่าวถึงเหตุที่ทำให้เป็นโรคนี้ว่า

...ผู้ เปนโรคอุจจาระธาตุนั้น เหตุด้วยผู้นั้นเปนไข้ที่มีพิษจัดตกถึงสันนิบาต แล้วเรื้อรังมา ธาตุยังแปรปรวนวิปริต อุจจาระไม่เปนปรกติ จึงกลายเปนโรคอุจจาระธาตุ หรือรับประทานอาหารที่แปลก หรือที่เคยรับประทานนั้นมากเกินกำลังกว่าธาตุเปนต้นว่า เนื้อสัตว์ดิบ หรือเนื้อสัตว์ที่มีคาวมากแลมันไขต่างๆ แลของที่หมักดองบูดเหน้า ธาตุนั้นก็วิปริต อุจจาระก็วิปริตต่างๆ จึงกลายเปนโรคอุจจาระธาตุ...

พระคัมภีร์กล่าวว่าอาการของอุจาระพิการแสดงออก ๑๕ ประการ คือ
๑. ปวดอุจจาระผิดปรกติ
๒. เสียดชายโครงและเสียดท้อง
๓. บริโภคอาหารมิได้
๔. อาเจียน
๕. นอนไม่หลับ
๖. มึนมัวจับสะบัดร้อนสะบัดหนาว
๗. ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะไม่สะดวก
๘. แน่นอกคับใจ
๙. เสียวไปทั้งร่างกาย
๑๐. เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก
๑๑. ร้อนกระวนกระวาย
๑๒. เจรจาพร่ำพรู
๑๓. ร้อนกระหายน้ำ
๑๔. ร่างกายซูบผอมผิวหนังสากแห้ง
๑๕. เกิดละอองขึ้นเป็นขุมขึ้นตามลิ้นตามปาก

และ ในตอนท้าย พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ กล่าวถึงยาสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่ใช้แก้โรคอุจจาระพิการไว้อย่างละเอียด อย่างไรก็ตามเนื้อหาของพระคัมภีร์นี้ก็ชี้ให้เห็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคและ เน้นที่การป้องกันโรค มากกว่าการรักษาเมื่อเกิดโรคแล้ว


พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ

อาทิโต คันถํ กโรติ อันว่าชีวกะโกมาระภัจแท้จริงอันตกแต่งพระคัมภีร์ จะละนะสังคะหะปกรณ์ อันท่านสงเคราะห์ด้วยอุจจาระธาตุทั้ง ๔ ประการ ซึ่งวิปริตระคนด้วยพิษ เปนระหว่างแห่งมหาสันนิบาต นอกจากสันนิบาตทั้งหลายต่างๆ มีปฐมสันนิบาต เปนต้น มีตะติยะภินนะสันนิบาตเปนที่สุด แลลักษณะธาตุนั้น คือ สีอุจจาระดำ, แดง, ขาว, เขียว, ก็ดี เปน เมือก, มัน, เปลว, ไต, มีโลหิตแลหาโลหิตมิได้ก็ดี มารยาตไปวันละ ๒, , , , , , , ครั้ง เวลากลางวันกลางคืนก็ดี แต่จะได้ลงดังอติสารวัคแลลามกนั้นหามิได้ อันประเภทอุจจาระธาตุนี้ นอกจากอติสารทั้งหลาย มีอติสารวัคเปนต้น มีบุพรูปอติสารเปนที่สุด เพื่อจะสงเคราะห์ซึ่งวิปริตธาตุ เปนชะวะนะอุจจาระมหาสันนิบาตไว้เปนตราชูแห่งแพทย์พึงรู้เที่ยง ในลักษณะดุจมีกล่าวไปข้างน่านั้น อันว่าลักษณะธาตุทั้ง ๔ ประการนั้น บังเกิดขึ้นเพื่อกองปถวี คือกำเริบ, หย่อน, พิการ, มีพิกัตสมุฏฐานให้เปนเหตุคือว่า บุทคลผู้ใดไข้ก็ดีมิไข้ก็ดี แลมีอุจจาระออกมา ดำ, แดง, ขาว, เขียว, มีสัณฐาณดังมูลไก่, แมว, เต่า, แลหยาบ, เลอียด, ก็ดี มีลักษณะดุจนั้น โดยประเภทนั้นมี ๑๕ ประการ คือให้ปวดอุทร, บริโภคอาหารมิได้, อาเจียร, ให้นอนมิหลับ, เปนพิษ, อุจจาระ ปัสสาวะมิสดวก, ให้ปวดถ่วง, เสียวไปทั้งกาย, เมื่อยไปทุกข้อทุกลำ, ให้ร้อนกระวนกระวาย, เจรจาพร่ำพรู, ร้อนกระหาย, ให้กายซูบผอมระคนด้วยละอองสามประการ, ให้แน่นอกคับใจ, ให้เสียดชายโครงแลท้อง, โทษทั้ง ๑๕ ประการนี้ เปนอุจจาระมหาสันนิบาตระคน เหตุว่าประชุมมหาภูตรูปในกองสมุฏฐานโทษละ ๓ ๆ, จึงให้กำเริบ, หย่อน, พิการ, นั้นต่างๆ โดยพระเคราะห์ทั้ง ๘ แลพระสุริยะเทวะบุตรสถิตย์ในทวาทศราษี เปนกำหนดใจความให้แจ้งในลักษณะอุจจาระธาตุโดยย่อ จึงมีคำปุจฉาถามว่า ลักษณะโทษทั้ง ๑๕ ประการแลมหาภูตรูปในกองสมุฏฐานประชุมละ ๓ ๆ ให้กำเริบ, หย่อน, พิการ, นั้นด้วยเหตุดังฤา

วิสัชนา ว่า สมุฏฐานมหาภูตรูปนั้นคือ พัทธปิตตะ, อพัทธปิตตะ, กำเดา, ทั้ง ๓ นี้ เปนพิกัตกองสมุฏฐานเตโช คือ หทัยวัตถุ, สัตกะวัตถุ, สุมนา, ทั้ง ๓ นี้เปนพิกัตกองสมุฏฐานวาโย คือ สอเสมหะ, อุระเสมหะ, คูธะเสมหะ, ทั้ง ๓ นี้เปนพิกัตกองสมุฏฐานอาโป คือ หะทัย, อุทริยะ, กริสะ, ทั้ง ๓ นี้เปนพิกัตกองสมุฏฐานปถวี แต่สมุฏฐานปถวีนี้จะได้เปนชาติจะละนะขึ้นนั้นหามิได้ ต่อเมื่อใดสมุฏฐานทั้ง ๓ สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดีเปนชาติจะละนะขึ้นแล้ว สมุฏฐานปถวีก็พลอยมีกำลังขึ้น แลสมุฏฐานทั้งปวงก็กำเริบแรงขึ้นกว่าเก่า เหตุว่าปถวีเปนที่ตั้งแห่งภูมิโรคทั้งหลาย แลเปนที่ค้ำชูอุดหนุนอุปถัมภ์แห่งโรคขึ้นให้จำเริญดังนี้ นามชื่อว่ามหาสันนิบาต คือสันนิบาตกองใหญ่ เหตุว่าจตุสมุฏฐานธาตุนั้น พร้อมโดยลำดับ ดุจกล่าวมาแล้วนั้นแพทย์พึงเข้าใจ สำคัญในกองพิกัตสมุฏฐาน แลมหาภูตรูปเต็มหมู่หมวดโดยย่อ ไนยหนึ่งท่านชำระลงไว้ว่า ในลักษณะกองโทษอันบังเกิดต่างๆ มีประเภท ๑๕ ประการซึ่งกล่าวมาแล้วนั้น จัดเปนหมวดเข้ามีลักษณะ ๖ ประการดังนี้ อันว่าอาการซึ่งกระทำมิได้วิปริตไปต่างๆ ระคนด้วยอังคะมังคานุสารีวาต ประการ ๑ อนึ่งให้ปวดอุทรให้เสียดชายโครงแลท้องนั้น โทษแห่ง ปัตฆาฏ, สันฑฆาฏ, รัตฆาฏ, กระทำมิได้เปนปรกติ ระคนกันเปนเถาวัลเกี่ยวประการ ๑ อนึ่งให้บริโภคอาหารมิได้แลอาเจียร โทษแห่งปิงคลากระทำประการ ๑ อนึ่งให้ร้อนกระหายน้ำกระวนกระวายแลเจรจาพร่ำพรูโทษในสุมะนากระทำกำเริบขึ้น พัดดวงหะทัยให้ระส่ำระสายมิได้เปนปรกติประการ ๑ อนึ่งให้นอนมิหลับจับเปนพิษนั้น โทษแห่งอัมพฤกษ์กระทำตลอดถึงสุมะนา กำเริบ, หย่อน, พิการ, ก็ดี มิได้เปนปรกติประการ ๑ อนึ่งอุจจาระปัสสาวะมิสดวกแลให้แคบอกคับใจ โทษแห่งกุจฉิสยาวาตแลโกฐาสยาวาต กำเริบขึ้นพัดในลำไส้มิได้เปนปรกติประการ ๑ อันเปนหมวดแห่งชินธาตุให้บังเกิดมีลักษณะ ๖ ประการ ดุจกล่าวมาดังนี้

บัดนี้จักสำแดงในลักษณะอุจจาระธาตุ ซึ่งจะให้วิปริตต่างๆ นั้นเหตุว่า มูลนั้นเสียด้วยโกฐาสยาวาต มิใช่พัดชำระปะระเมหะแลเมือกในลำไส้ให้ตก เปนกรัน ติดคราบไส้อยู่ระคนด้วยอุจจาระ ครั้นเดินสู่ลำซ่วงก็ลำลาบแตกออกเปนโลหิต บางทีเปนเม็ดยอดขึ้นตามขอบทวารให้เจ็บ, แสบ, ขบ บางทีขึ้นที่ต้นไส้ต่อลำกะรีสะมัด นั้นก็มี ทำอาการดุจนิ่วแลไส้ล่วนไส้ลาม แลสัตรีดุจมีครรภ์ต่ำลงไปนั้น ถ้าแพทย์มิรู้ถึงมิได้แจ้ง ในอุจจาระธาตุวิธีอธิบายก็สมมุติเรียกต่างๆ บางทีก็ว่าตานเถา บางทีก็ว่ามุตรฆาฏ บางทีก็ว่านิ่วเปนปะระเมหะ บางทีก็ว่าเปนกระสายกล่อน บางทีก็ว่าเปนริศดวง บางทีก็ว่าลามกอติสาร ซึ่งว่ามาทั้งนี้จะได้ผิดจากธาตุโรคนั้นหามิได้ แต่ว่าเปนนิไสยแห่งแพทย์ จะประมาณเอาเปนเที่ยงนั้นมิต้อง ให้พึงสำคัญสัญญาเอาในพระคัมภีร์จะละนะสังคะหะนี้จึงจะควร แลโทษดังนี้เกิดแต่กองลามก แต่จะได้ถึงลามกอติสารนั้นหามิได้ โดยเหตุว่าลามกเปนมนทินในมูลธาตุโรคทั้งปวงดุจกล่าวมาดังนี้

อนึ่งอันว่าลักษณะแลประเภทซึ่งแจ้งมาแล้วนั้น ก็ระคนกลั้วไปในธาตุอภิญญาณ แลอสุรินทัญญาณธาตุเปนจัตุสมาธาตุเปนดาน, เถา, ในสมุฏฐานพิกัต ตกเข้าในระหว่างอชินธาตุวิธี ดังนี้แจ้งอยู่ในคัมภีร์ธาตุวินิจฉัยแลสมุฏฐานพิกัตโน้นแล้ว ในพระคัมภีร์นี้ท่านสงเคราะห์เอาแต่ที่เปนแก่นสาร คือใจความว่าพอเปนที่สังเกตแห่งแพทย์ทั้งหลาย จะได้พยาบาลโรคสืบไปเบื้องน่าให้พิจารณา จงเที่ยงแท้โดยไนยท่านกล่าวไว้ดังนี้ ไนยหนึ่งแพทย์ผู้ใด จะพยาบาลในวิธีอุจจาระธาตุทั้ง ๔ นี้ พึงให้สอบสวนในคัมภีร์เวชศาสตร์ทั้งหลายให้แม่นยำ จึงจะอาจองแลซึ่งจะประกอบสาตราคมแลว่านยาสรรพสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดี ให้ต้องเวชพิกัตในประเภทโรคแลธาตุโรค สมุฏฐานโรค อายุโรค กาลโรค ฤดูโรค โรคกำเนิดทั้งหลายนี้ จึงพยาบาลอุจจาระธาตุได้ด้วยเปนภูมกว่าโรคทั้งปวง มีฉันนวุติกะ โรคเปนอาทิ โรคอันเสศเปนที่สุด ถ้าวางยามิถอยมูลนั้นคงอยู่นานเข้า ก็จะแปรถึงอะสาทิย อุจจาระคันธะธาตุจะบังเกิดปะระเมหะ ๒๐ ทุลาวะสา ๑๒ เปนอะสาทิยะลามกพิกัตภินธาตุโดยแท้ ถ้าวางยาต้องด้วยโรคก็จะบันเทาหาย โดยประมาณด้วยพระคัมภีร์นี้หากำหนดมิได้ เปนแต่เค้าแห่งโรค อนึ่งซึ่งจะวางยานั้นอย่าให้เสียยาพรหมภักตร์ทั้งสาม เปนยาชำระปะระเมหะแลเมือกมันให้สำเร็จ ให้สิ้นเชิงแล้วจึงวางยาอันชื่อว่า อัศฏาธิวรรค, บุษราธิคุณ, สงขสุวรรณมหานที, สรรพนัตนาธิคุณ, มหาอนันตคุณ, โอสถมาตาธิคุณ, ปัตโตฬาธิคุณ, มหาปัตโตฬาธิคุณ, ปัตโตฬาธิวาต, มหาธาราธิคุณ, ธาณจักรสังขสุวรรณแพทยา, ยา ๑๒ ขนานนี้ แจ้งอยู่ในพระคัมภีร์ตะติยะภินสันนิบาตเสร็จแล้ว จึงประกอบขึ้นให้วางต่อไปตามลำดับโรค อันเปนจะละนะธาตุเสียก่อนจึงเสื่อมหาย แล้วจึ่งแต่งยาอันชื่อว่า อินทรีย์ธาตุต่างๆ สำหรับได้แก้ในกองมหาภูตรูป แลสมุฏฐานรูปซึ่งเปนชาติธาตุนั้น ให้บริบูรณ์โดยแท้ต่อภายหลังดุจในท่านกล่าวไว้ดังนี้

ยาชื่อพรหมภักตร์ เอาโกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ สิ่งละส่วน ตรีผลา ตรีกฏุก เปราะหอม ผลเอ็น สิ่งละ ๒ ส่วน ผลจันทร์ กานพลู การะบูร ขิง ยาดำ สิ่งละ ๔ ส่วน ยางสลัดใดประสะตามวิธี ๒๐ ส่วน ทำเปนจุณเอาน้ำเปลือกมะรุมต้มเปนกระสาย บดทำเปนเม็ดไว้ให้กิน ชำระปะระเมหะเมือกแลตามกำลัง ขับทั้งลมคูธวาตให้เปิดอุจจาระเสียนั้นให้เปนปรกติ แก้ปวดมวนหายวิเศษนัก

ยาชื่อมหาพรหมภักตร เอาโกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐบัว ๑ โกฐชฎามังษี ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ สิ่งละส่วน เปราะหอม ๑ ผลเอ็น ๑ ผลผักชีทั้ง ๒ ผลโหระพาเทศ ๑ สิ่งละ ๒ ส่วน รากส้มกุ้งน้อย ๑ เปล้าน้อย ๑ สิ่งละ ๓ ส่วน สหัศคุณเทศประสะ ๑ ยาดำ ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน ตรีกฎุก ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กานพลู ๑ การะบูร ๑ สิ่งละ ๕ ส่วน สมอไทย ๘ ส่วน ยางสลัดใดประสะ ๒๔ ส่วน ทำเปนจุณเอาน้ำโสฬศเบ็ญจกูลเปนกระสาย บดทำเปนเม็ดไว้กินตามกำลังอุจจาระธาตุซึ่งวิปริต อันบังเกิดแต่กองวาโยเปนอาทิ

ยาชื่อมหิทธิมหาพรหมภักตร เอาโกฐกระดูก ๑ โกฐเชียง ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ โกฐจุลารส ๑ เทียนดำ ๑ สิ่งละส่วน ผลราชดัด ๑ ผลโหระพาเทศ ๑ ผลผักชีทั้ง ๒ สิ่งละ ๒ ส่วน เปราะหอม ๑ สมุลแว้ง ๑ จันทร์ทั้ง ๒ สิ่งละ ๓ ส่วน ตรีกฎุก ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำ ๑ สหัศคุณเทศประสะ ๑ รากจิงจ้อประสะ ๑ รากส้มกุ้ง ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน สมอไทย กานพลู ๑ ผลจันทร์ ๑ การะบูร ๑ สิ่งละ ๘ ส่วน ยางสลัดใดประสะ ๓๒ ส่วน ทำเปนจุณ ตามพิกัดเบญจกูลเปนกระสาย บดทำเม็ดไว้ให้กินตามกำลัง ชำระอุจจาระธาตุ อันบังเกิดแต่กองมหาภูตรูปนั้นให้อันตรธาน หาย แลชำระธาตุโรคทั้งปวงวิเศษนัก ยา ๓ ขนานนี้ให้ละลายน้ำผึ้งให้กิน โดยวิธีอันมีในมหาพิกัต หนักแลหย่อนทั้งปวงนั้น อาจารย์ท่านสรรเสริญว่ามีคุณยิ่งนัก

ยาชื่ออัศฏาธิวัค เอาดอกบุนนาก ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เทียนดำ ๑ สิ่งละ ๒ ส่วน เบญจกูล ๑ กะทือ ๑ ไพล ๑ ข่า ๑ กะชาย ๑ หอม กะเทียม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน ยาดำ ๕ ส่วน สมอเทศ ๑ สมอพิเภก ๑ สิ่งละ ๘ ส่วน สมอไทย ๒๔ ส่วน เปลือกต้นไข่เน่า ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากอ้ายเหนียว ๑ กะพังโหม ๑ สิ่งละกำมือ ชุมเห็ดไทยทั้ง ๕ กะเพราทั้ง ๕ ฝักราชพฤกษ์ ๑๐ ฝักขยำเอาน้ำเปนกระสาย ต้มตามวิธีให้กินแก้อุจจาระธาตุลามกอติสารวัค แก้วาโยอุดทวารรัดรึงมิให้เดิน แก้จุกเสียดแก้อาเจียร บริโภคอาหารมิได้ แต่ปวดท้องให้อุจจาระหยดย้อยเหน้าเหม็นโขลงไปวันละ ๓, , , , เวลา แลครอบมูลริศดวงทั้งปวง

ยาชื่ออินทรีย์ธาตุเตโช เอาโกฐทั้ง ๕ เปราะหอม ๑ ผลเอ็น ๑ ผลผักชีทั้ง ๒ ผลช้าพลู ๑ หญ้าตีนนก ๑ กกลังกา ๑ น้ำตาลกรวด ๑ เอาสิ่งละส่วน เถาสะค้าน ๑ ดีปลี ๑ รากช้าพลู ๑ ขิงแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน รากเจตมูลเพลิง ๔ ส่วน ทำเปนจุณบดด้วยน้ำดอกไม้เปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกมะลิสดแซกพิมเสน รับประทานแก้อินทรีย์ธาตุเตโช ซึ่งกระทำให้บริโภคอาหารไม่มีรส ให้หิวโหยหาแรงมิได้ แลแก้จัตุกาลเตโชในอสุรินทัญญาณธาตุให้ตก

ยาชื่ออินทรีย์ธาตุวาโย เอาผลจันทร์ ๑ ดอกจันทร์ ๑ สิ่งละส่วน ตรีกฎุก ๑ รากช้าพลู ๑ รกาเจตมูลเพลิง ๒ สิ่งละ ๔ ส่วน เถาสะค้าน ๖ ส่วน ทำเปนจุณบดละลายน้ำผึ้ง, น้ำขิง, น้ำร้อนก็ได้ รับประทานแก้อินทรีย์ธาตุวาโยซึ่งเปนวิสมาคินี, มันทาคินี, ติกขาคินีนั้นแล แก้สรรพลมทั้งปวงต่างๆ แก้ริศดวงแห้งผอมเหลือง แก้ลมแน่นอกลมขึ้นสูงแลลมขึ้นกระหม่อม แก้ลมจรทั้งปวง

ยาชื่ออินทรีย์ธาตุอาโป เอารากพุดซ้อน ๑ รากคัดเค้า ๑ รากประคำดีควาย ๑ รากส้มกุ้ง ๑ รากส้มป่อย ๑ รากชุมเห็ดทั้ง ๒ แก่นแสมทั้ง ๒ ชะเอมไทย ๑ ผลมะเกลือ ๑ กะเพรา ๑ บอระเพ็ด ๑ เทียนดำ ๑ สิ่งละส่วน ดีปลี ๑ เถาสะค้าน ๑ รากเจตมูลเพลิง ๑ ขิงแห้ง ๑ สิ่งละ ๒ ส่วน รากช้าพลู ๑๒ ส่วน ต้มตามวิธีให้รับประทานแก้อินทรีย์ธาตุอาโป อันบังเกิดในอสุรินทัญญาณธาตุ ให้เจริญอาหารแลให้ตั้งซึ่งสุคติธาตุ แก้อาเจียร ๔ ประการ ในสมุฏฐานพิกัตนั้นหาย

ยาชื่ออินทรีย์ธาตุปถวี เอาตรีผลา ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ เมล็ดในโคกกะออม ๑ เทพทาโร ๑ แก่นกันเกรา ๑ ใบสะเดา ๑ ใบเสนียด ๑ ตุมกาแดง ๑ กะเทียม ๑ เอาสิ่งละส่วน เถาสะค้าน ๑ รากช้าพลู ๑ รากเจตมูลเพลิง ๑ ขิงแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ทำเปนจุณเอาน้ำกะเทียมเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำร้อนก็ได้ น้ำส้มซ่าก็ได้กินแก้อินทรีย์ธาตุปถวี ซึ่งกระทำให้บริโภคอาหารไม่มีรส ให้ผอมเหลือง ให้บวมมือบวมท้องแลบวมเท้า แก้อุจจาระปัสสาวะวิปริตด้วยเตโชเปนมันทาคินีธาตุ ให้อ่อนหิวหาแรงมิได้ แลกระทำให้เจริญอาหารเจริญลัคนีผลให้วัฒนะโดยปรกติ

ยาชื่ออินทรีย์ธาตุประชุม เอาโกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๑ ส่วน ผลจันทร์ ๑ ดอกจันทร์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน อบเชย ๑ ชะเอม ๑ แก่นกันเกรา ๑ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน กะทือ ไพล ๑ ข่า ๑ พริกไทย ๑ กกลังกา ๑ เอาสิ่งละ ๕ ส่วน ผลมะตูมอ่อน ๑ เปลือกโมกมัน ๑ รากส้มกุ้ง ๑ แห้วหมู ๑ บอระเพ็ด ๑ เอาสิ่งละ ๗ ส่วน ชุมเห็ดไทย ๑ ๐ ส่วน รากเจตมูลเพลิง ๔ ส่วน เถาสะค้าน ๖ ส่วน ขิงแห้ง ๑๐ ส่วน รากช้าพลู ๓๒ ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน กะเพราแห้ง ๕๒ ส่วน ทำผลก็ได้ต้มก็ได้ ให้รับประทานตามพิกัตประชุมมหาภูตรูป แลสมุฏฐานรูปมิให้วิปริต แก้ธาตุโรคแลธาตุกำเนิด แลโรคเกิดแต่ฤดู ๓ ฤดู ๖ นั้นหาย

ยาชื่อทศเบญจะกูล เอาปูนผงส่วน ๑ สมอร่องแร่ง ๑ ข่าตาแดง ๑ พริกล่อน ๑ กะเทียม ๑ ไพล ๑ สิ่งละ ๕ ส่วน เบญจะกูลตามพิกัต ๑๑ ตำเปนจุณบดละลายน้ำขิง, น้ำข่า, น้ำผึ้ง, น้ำร้อน, น้ำไพล, ก็ได้ ให้กินเปนยาเผาธาตุทั้ง ๔ อันพิกล ซึ่งทำให้ร้อนกระสับกระส่ายแลแปรให้เปนลมต่างๆ คือ ลมอัมพฤกษ์ ลมอัมพาธ ลมปัฏฆาฏ ลมราทยักษ์นั้นเปนต้น ทำให้มือเท้าสั่นแลลมจุกเสียด ลมสลักเพ็ด ลมขัดอกยอกอกซึ่งกล่าวมานั้น

ยาชื่อมหาพิกัตเบญจกูล เอาเบ็ญจมูลเหล็ก วัลเปรียง แห้วหมู สิ่งละกำมือ ๑ ตรีผลาสิ่งละ ๑๕ ผล พริกล่อน ข่า สิ่งละ ๔ บาท เบ็ญจะกูลตามพิกัตต้มตามวิธีให้กิน แก้ธาตุวิปริตในกองสมุฏฐานกำเริบ แก้จับเจลียง ทั้งสิ้น ด้วยพิษในระดู ๓, , เปนเพื่อเส้นนั้น

ยาชื่ออภิญญาณเบ็ญจะกูล เอาแฝกหอม วัลเปรียงแดง แห้วหมู บอระเพ็ด แก่นขี้เหล็ก แก่นกันเกรา ผลมะตูมอ่อน กกลังกา เปลือกโมกหลวง สิ่งละ ๔ ส่วน ข่า พริกล่อน ผักแพวแดง เปราะหอม อบเชย สมุลแว้ง ชะเอมเทศ สิ่งละ ๘ ส่วน เบญจกูลตามพิกัตต้มตามวิธี ให้กินแก้ธาตุอภิญญาณซึ่งเปนชาติจะละนะโทษในสมุฏฐานพิกัต แลอุจจาระสันนิบาตนั้น จำเริญอัคนีผลให้สุคติธาตุบังเกิดวัฒนะ แลบำบัดชินธาตุนั้นยิ่งให้ปรกติ

ยาชื่อเตโชสมุฏฐาน เอาโกฐทั้ง ๙ เทียนทั้ง ๗ เบญจะกูล ผลเอ็น กานพลู เปราะหอม ผลผักชี สิ่งละส่วน แฝกหอม ภินเสน จันทร์ทั้ง ๒ บอระเพ็ด สิ่งละ ๒ ส่วน ใบกระวาน ๔ ส่วน น้ำตาลกรวด ๗ ส่วน ตรีผลาตามพิกัต ๓๕ ทำเปนจุณระคนด้วยเกลือสินเธาว์ เอาน้ำดอกไม้เปนกระสายบดทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกมะลิสด กินแก้สมุฏฐานเตโชอันวิปริต กระทำให้ร้อนกระวนกระวาย นอนมิหลับบริโภคอาหารมิได้แลให้อาเจียร

ยาชื่อวาโยสมุฏฐาน เอาผลจันทร์ ดอกจันทร์ กะวาน กานพลู สิ่งละส่วน เทียนทั้ง ๗ บอระเพ็ด ผลกะดอม ผลมะตูมอ่อน พริกล่อน เบญจกูล สิ่งละ ๒ ส่วน เทพทาโร ข่าต้น สิ่งละ ๔ ส่วน การะบูร ๕ ส่วน ตรีผลาตามพิกัต ทำเปนจุณระคนด้วยเกลือสินเธาว์ บดละลายน้ำขิง, น้ำร้อน, น้ำส้มซ่าก็ได้กินแก้สมุฏฐานวาโย อันพิกลต่างๆ คือให้ท้องขึ้น ท้องพอง ให้จุกเสียด แน่นอก ให้เมื่อยให้ขบทั้งตัว ให้อาเจียร บริโภคอาหารมิได้นอนมิหลับ

ยาชื่ออาโปสมุฏฐาน เอาเปราะหอม ผลเอ็น กานพลู แกนแสมทะเล รากส้มกุ้ง ชะเอมเทศ อบเชย สมุลแว้ง สิ่งละส่วน โกฐกระดูก เทียนดำ เทียนขาว การะบูร แฝกหอม ใบกระวาน บอระเพ็ด สิ่งละ ๓ ส่วน พริกไทย เบญจกูล สิ่งละ ๕ ส่วน ตรีผลาตามพิกัต ๒๓ ทำเปนจุณระคนด้วยเกลือสินเธาว์ บดละลายน้ำขิง, น้ำดีปลี ต้มก็ได้ กินแก้สมุฏฐานอาโป ซึ่งวิบัติกระทำให้ตัวชุ่มไปด้วยเสมหะเปนอันมาก แลให้เสมหะปะทะเนืองๆ ให้อุจจาระไปวันละ ๓, , , , , เวลา หยดย้อยมิได้เปนปรกติ บริโภคอาหารไม่มีรส ให้ผอมซีดให้บังเกิดละออง ๓ ประการ ให้คลื่นให้เหียนให้อาเจียร แลให้ปลายมือปลายเท้าเย็นซีด

ยาชื่อปถวีสมุฏฐาน เอาแก่นกันเกรา เปลือกกันเกรา เทพทาโร ผลมะตูมอ่อน ขมิ้นอ้อย สิ่งละส่วน สะเดาทั้งใบทั้งดอก การะบูร บอระเพ็ด สิ่งละ ๓ ส่วน กะเทียม ไพล เบญจะกูล สิ่งละ ๕ ส่วน ตรีผลาตามพิกัต ๒๐ ทำเปนจุณระคนด้วยเกลือสินเธาว์ บดละลายน้ำร้อน, น้ำส้มซ่า, น้ำกะเทียมก็ได้ กินแก้สมุฏฐานปถวี ซึ่งเปนชาติจะละนะอันบังเกิดแต่สมุฏฐานทั้ง ๓ กระทำให้บริโภคอาหารมิได้ ให้ผอมเหลืองให้บวมเท้าเปนโสภะโรควิปริตธาตุ ให้อุจจาระเปนลามก สันนิบาตวิปริตต่างๆ ให้หิวโหยหาแรงมิได้ แก้ให้สุคติจำเริญขึ้น แก้ปวดท้องจุกเสียด

ยาชื่อมหาโสภะโรค เอาใบผักเสี้ยนผี ๒ ส่วน ใบขี้เหล็ก ๓ ส่วน ใบประคำไก่ ไพล กะชาย ข่า กะเทียม กระดองเต่าเผา ปูนขาว สิ่งละ ๔ ส่วน ว่านนางคำ ๘ ส่วน สุพรรณถันแดง ๑ บาท ตรีกะฎุกตามพิกัต ๑๔ ทำเปนจุณบดเปนแท่งไว้ ละลายน้ำกระสายต่างๆ ทาแก้บวม ๕ ประการ แลบวมทั้งกายบวมเพื่อบุพโพ โลหิต กำเดา ในกองสมุฏฐาน

ยาชื่อเทพประสิทธิ์ เอาเบญจกูล ตรีผลา โกฐทั้ง ๙ เทียนทั้ง ๗ ผลจันทร์ ดอกจันทร์ สิ่งละส่วน ผิวมะกรูด ผิวมะนาว ผิวส้มซ่า ผิวมะงั่ว สิ่งละ ๒ ส่วน กฤษนา กะลำภัก ชะลูด ขอนดอก จันทร์แดง ดอกพิกุล เกสรบุนนาก เกสรสาระภี อบเชย สิ่งละ ๕ ส่วน การะบูร กะแจะตะนาว ชะมดเชียง สิ่งละ ๕ ส่วน จันทร์เทศ พิมเสนเกล็ด สิ่งละ ๘ ส่วน ดอกมะลิ ๓๒ ส่วน ทำเปนจุณ น้ำดอกไม้เทศเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำกระสายอันควรกับโรค แก้วาโยในกองสมุฏฐาน ชาติ, จะละนะ, ภินะ ธาตุอันระคนด้วยพิษในปัจฉิมที่สุด ซึ่งตกเข้าระหว่างมหาสันนิบาต

(กล่าวมาในลักษณะอุจจาระธาตุทั้ง ๔ ประการจบแต่เพียงนี้)

 

ว่าด้วยลักษณะโรคอุจจาระธาตุ

ผู้เปนโรคอุจจาระธาตุนั้น เหตุด้วยผู้นั้นเปนไข้ที่มีพิษจัดตกถึงสันนิบาต แล้วเรื้อรังมา ธาตุนั้นยังแปรปรวนวิปริต อุจจาระไม่เปนปรกติ จึงกลายเปนโรคอุจจาระธาตุ หรือรับประทานอาหารที่แปลก หรือที่เคยรับประทานนั้นมากเกินกำลังกว่าธาตุเปนต้นว่า เนื้อสัตว์ดิบ หรือเนื้อสัตว์ที่มีคาวมากแลมันไขต่างๆ แลของที่หมักดองบูดเหน้า ธาตุนั้นก็วิปริตแปรปรวนหาเสมอเปนปรกติไม่ กระทำให้ท้องขึ้นเฟ้อ เรอเหม็นบูดเปรี้ยวจุกเสียดแทง อุจจาระก็วิปริตต่างๆ จึงกลายเปนโรคอุจจาระธาตุ หรือธาตุสมุฏฐานมหาภูตรูป ๔ ประชุมในกอง สมุฏฐานโทษแล ๓ แล ๓ ทำให้สมุฏฐานธาตุกำเริบ ธาตุหย่อน ธาตุพิการ นั้นต่างๆ โดยพระอาทิตย์ดำเนินในทวาทศราษีเปนกำหนด ตามในพิกัตฤดูสมุฏฐาน ๖ กระทบให้เปนธาตุ แลให้พิกัตธาตุสมุฏฐานมหาภูตรูปนั้น

คือพัทธปิตตะ คืออะพัทธปิตตะ คือกำเดาทั้ง ๓ นี้เปนพิกัตในกองสมุฏฐานเตโช หะทัยวาต สัตถะกะวาต สุมะนาวาต ทั้ง ๓ นี้ เปนพิกัตในกองสมุฏฐานวาโย ๓ สอระเสมหะ อุระเสมหะ คูธเสมหะ ทั้ง ๓ นี้ เปนพิกัตในกองสมุฏฐานอาโป ๔ หทัย อุทริยะ กรีสะ ทั้ง ๓ นี้ เปนพิกัตในกองสมุฏฐานปถวี มาแต่สมุฏฐานปถวีนี้เปนใหญ่กว่าสมุฏฐานทั้ง ๓ ถ้าสมุฏฐานทั้ง ๓ ในกองหนึ่ง กองใดเปนจะละนะขึ้นแล้ว สมุฏฐานปถวีก็พร้อมมีกำลังขึ้น แล้วสมุฏฐานทั้งปวงก็กำเริบแรงขึ้นกว่าเก่า อย่างนี้เรียกว่ามหาสันนิบาต เพราะว่าจัตุสมุฏฐานธาตุนั้นประชุมพร้อม ว่าเกิดขึ้นเพื่อกองปถวีธาตุกำเริบหย่อนพิการ ทำให้อุจจาระไปทั้งกลางวันกลางคืน บางวัน ๒ ครั้ง บางวัน ๓ ครั้ง บางวัน ๔ ครั้งไปจนถึง ๘ ครั้งก็มี สีดำสีแดงก็มีสีขาวสีเขียวก็มี เปนเมือกเปนมันเปนเหลวเปนไต บางทีระคนด้วยโลหิตมีสันฐานดังมูลแมวมูลไก่มูลเต่าก็มี อุจจาระหยาบ อุจจาระเลอียดก็มี แต่ไม่ลงเหมือนอย่างอติสารลามก อันประเภทอุจจาระนี้ นอกจากอติสารทั้งหลาย แลมีลักษณะอาการนั้น ๑๕ ประการ คือให้ปวดอุจจาระ ๑ ให้เสียดตามโครง ๑ ให้บริโภคอาหารมิได้ ๑ ให้อาเจียร ๑ ให้นอนมิหลับ ๑ ให้มึนมัวจับสบัดร้อนสบัดหนาวเปนพิษ ๑ ให้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะมิสดวก ๑ ให้แน่นอกคับใจ ๑ ให้เสียวไปทั้งร่างกาย ๑ ให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก ๑ ให้กลุ้มจิตรระส่ำระสาย ๑ ให้เจรจาพร่ำพรู ๑ ให้ร้อนกระหายน้ำ ๑ ให้ร่างกายซูบผอมผิวหนังสากแห้ง ๑ ให้เกิดลอองเปนขุมขึ้นตามลิ้นตามปาก ๑ รวมโทษทั้ง ๑๕ ประการนี้เรียกว่าอุจจาระธาตุลามก ระคนด้วยมหาสันนิบาต แลระคนไปในธาตุอภิญญาณ คือธาตุนั้นเปนชาติเอกโทษ จะละนะทุวันโทษ ภินะตรีโทษ แลอสุรินทัญญาณธาตุ คือธาตุนั้นสำแดงให้รู้ดุจผีสิงตกเข้าในระหว่างอะชินธาตุ คือธาตุนั้นที่ไม่ย่อยไป อันลักษณแลอาการที่กล่าวมานี้ เรียกว่าอุจจาระธาตุลามกระคนด้วยมหาสันนิบาต โรคอย่างนี้รักษายากกว่าโรคทั้งปวง เพราะเปนโรคเรื้อรังถ้าให้ยามิถอย อุจจาระนั้นคงแดงอยู่นานเรื้อรัง ก็จะแปรไปตกถึงอะสาทิยะ อุจจาระคันธาระธาตุ บังเกิดเปนปะระเมหะ คือเมือกแลมันเปลวไตทุลาวะสานั้นคือน้ำปัสสาวะพิการต่างๆ เปนอะสาทิยะลามกพิกัตอะภินนะธาตุ

ทีนี้จะกล่าวด้วยอะสาทิยะอุจจาระคันธาระธาตุ แลปะระเมหะ ๒๐ ประการต่อไป อันว่าทุลาวะสา ๑๒ ประการนั้น เปนอะสาทิยะลามกพิกัต แปรมาจากอุจจาระธาตุลามกให้เปนเหตุ ลักษณะอะสาทิยะอุจจาระคันธาระธาตุนี้ เมื่อตกอยู่ในระหว่างอุจจาระธาตุลามก แก้อุจจาระธาตุไม่สิ้นโทษจึงแปรให้ อุจจาระนั้นมีกลิ่นขึ้นต่างๆ กลิ่นอุจจาระต่างๆ นั้นมี ๔ ประการ คือ กลิ่นดังปลาเหน้า ๑ กลิ่นดังหญ้าเหน้า ๑ กลิ่นดังเข้าบูด ๑ กลิ่นดังศพอันเหน้าโทรม ๑ รวมทั้ง ๔ ประการนี้ เกิดแต่กองอะชิณะธาตุให้เปนเหตุ คืออามะอะชิณะ ๑ มลอะชิณะ ๑ วิวัฑฒะอะชิณะ ๑ วัฑฒะอะชิณะ ๑ อันว่าอะชิณะโทษทั้ง ๔ ประการนี้ เปนที่ตั้งแห่งโรคทั้งหลาย แต่ในอะสาทิยะอุจจาระคันธาระธาตุนี้ ว่าด้วยอุจจาระที่มีกลิ่น ๔ ประการ สำแดงให้เปนโทษ

(๑) อันลักษณะอุจจาระสำแดงโทษ กลิ่นดังปลาเหน้าระคนด้วยอามะอะชิณะนั้น เกิดแต่กองอาโปสมุฏฐาน ให้เปนเหตุอาการให้ไปอุจจาระปัสสาวะมิสดวก ๑ ให้เจ็บอก ๑ ให้น้ำลายไหล ๑ รวม ๓ ประการ

(๒) อันลักษณะอุจจาระสำแดงโทษดังหญ้าเหน้า ระคนด้วยมลอะชิณะนั้น เกิดแต่กองเตโชสมุฏฐานให้เปนเหตุ อาการให้ปากแห้งฅอแห้ง ๑ ให้หนักตัว ๑ ให้วิงเวียน ๑ ให้ไปอุจจาระปัสสาวะมิสดวก ๑ ให้เสโทไหลหยดย้อย ๑ รวม ๕ ประการ

(๓) อันลักษณะอุจจาระสำแดงโทษกลิ่นดังเข้าบูด ระคนด้วยวิวัฑฒะอะชิณะนั้น เกิดแต่กองวาโยสมุฏฐานให้เปนเหตุ อาการให้เสียดแทง ๑ ให้เจ็บฅอ ๑ ให้คันจมูก ๑ ให้เมื่อยไปทั่วร่างกาย ๑ ให้ตะครั่นตะครอ ๑ รวม ๕ ประการ

(๔) อันลักษณะอุจจาระสำแดงโทษกลิ่นดังศพ อันเหน้าโซมระคนด้วยวัฑฒะอะชิณะนั้น เกิดแต่กองกำเดาสมุฏฐานเสมหะสมุฏฐานด้วยปถวีให้เปนเหตุ อาการให้เจ็บในอก ๑ ให้เจ็บในท้อง ๑ ให้บวมมือบวมเท้าบางทีให้บวมไปทั่วร่างกาย ๑ รวม ๓ ประการ

หนึ่งคันธะลามกโทษทั้ง ๔ ประการนี้ แปรมาจากอุจจาระธาตุลามก ตกอยู่ในระหว่างอะสาทิยะอุจจาระคันธาระธาตุ แต่ในอะสาทิยะพิกัตสมุฏฐานนั้นมีอยู่ ๓ สมุฏฐาน คืออะสาทิยะโบราณชวร ๑ อะสาทิยะมรณันติกชวร ๑ อะสาทิยะอะชิณะชวร ๑ รวมเปน ๓ สมุฏฐานด้วยกัน

(๑) อันลักษณะอะสาทิยะโบราณชวร นั้น คืออาไศรยโดยธาตุแปรตามสมุฏฐานแห่งอายุเดินเข้าสู่ความชรา เปรียบดังผลไม้ที่บริสุทธิ์ เมื่อถึงกำหนดสุกแลงอมแล้ว ผลนั้นก็หล่นลงเอง จัดเปนปฐมอะสาทิยะพิกัตสมุฏฐานหนึ่ง จะให้ยานั้นยากนัก

(๒) อันลักษณะอะสาทิยะมรณันติกชวรนั้น คือโรคบังเกิดเปนโอปักกะมิกโรค ตกลงมาจากที่สูงหรือต้องทุบถองโบยตี ต้องราชอาญา อะหิวาตะกะโรค แลโรคที่เกิดเปนพิษขึ้นต่างๆ มีพิษดีแลโลหิตเสมหะเปนต้น จัดเปนมัจฌิมอะสาทิยะพิกัตสมุฏฐานหนึ่งจะให้ยานั้นยากนัก

(๓) อันลักษณะอะสาทิยะอะชิณชวรนั้น คือโรคร่ำคร่าเรื้อรังโรคธรรมดาก็ว่า ด้วยบังเกิดอะชิณโทษอยู่เนืองๆ เหตุที่บริโภคอาหารไม่ชอบกับโรคแลธาตุ ไข้นั้นมีอาการซุดไป อย่างนี้เรียกว่าอชิณะธาตุ เหตุด้วยของสำแลง ถ้าให้ยารับประทานไม่ถูกไข้นั้นมิได้ถอยแลคลาย เปนแต่ทรงอยู่แล้วซุดไปเปนอาทิ อย่างนี้เรียกว่า อะชิณโรค จัดเปนปัจฉิมอะสาทิยะพิกัตสมุฏฐานหนึ่งจะให้ยานั้นยากนัก รวมเปน ๓ สมุฏฐานด้วยกัน แต่อะชิณโทษนี้เจือไปในโรคทั้งปวง ถ้าอะชิณโทษบังเกิดขึ้นในระหว่างโรคอันหนึ่งอันใดแล้วก็เรียกว่าอะชิณโรค คือโรคที่รักษาไม่หาย แลหายโดยยาก กล่าวคือให้ยาแลสิ่งของอันไม่ควรแก่โรค ถ้าเว้นของที่ไม่ควรได้แล้ว โรคนั้นจึงจะบันเทาคลาย แลหายได้โดยเร็ว แต่ในที่นี้ว่าด้วยอุจจาระธาตุลามกระคนด้วยอะชิณโทษ ถ้าจะแก้ให้ฟอกอุจจาระคันธาระธาตุโทษเสียก่อน แล้วจึงให้ยารับประทานให้เปนลำดับต่อไป

บัดนี้จะกล่าวด้วยยา แก้โรคอุจจาระธาตุลามกนั้นต่อไปให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ดังนี้

(๑) ยาชื่อพรหมภักตร์ เอาโกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๑ สลึง เนื้อผลสมอไทย ๑ เนื้อผลสมอพิเภก ๑ เนื้อผลมะขามป้อม ๑ ขิงแห้ง ๑ พริกไทย ๑ ดีปลี ๑ เปราะหอม ๑ ผลเอ็น ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ผลจันทร์ ๑ การะบูร ๑ กานพลู ๑ ยาดำบริสุทธิ์ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ยางสลัดใดประสะแล้ว ๕ บาท รวมยา ๒๓ สิ่งนี้ ทำเปนจุณบดด้วยน้ำเปลือกมะรุมต้มทำแท่งไว้ ละลายน้ำผึ้งให้คนไข้รับประทานตามกำลัง เปนยาชำระเมือกมันแลทำให้อุจจาระเปนปกติ แก้วาโยกลัดคูธทวาร

(๒) ยาชื่อมหาพรหมภักตร์ เอาโกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐหัวบัว ๑ โกฐชฎามังษี ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง เปราะหอม ๑ ผลเอ็น ๑ ผลผักชีล้อม ๑ ผลผักชีลา ๑ ผลโหระพา ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง รากส้มกุ้งน้อย ๑ รากเปล้าน้อย ๑ เอาสิ่งละ ๓ สลึง สหัศคุณเทศ ๑ ยาดำบริสุทธิ์ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ขิงแห้ง ๑ พริกไทย ๑ ดีปลี ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กานพลู ๑ การะบูร ๑ เอาสิ่งละ ๕ สลึง เนื้อผลสมอไทย ๒ บาท ยางสลัดใดประสะแล้ว ๖ บาท รวมยา ๒๓ สิ่งนี้ ทำเปนจุณบดด้วยน้ำโสฬศเบญจะกูลต้ม ทำแท่งไว้ละลายน้ำผึ้งใช้รับประทานตามกำลังคนไข้ชำระอุจจาระธาตุวิปริต อันเกิดแต่กองวาโย

(๓) ยาชื่อมหิทธิพรหมภักตร์ เอาโกฐกระดูก ๑ โกฐเชียง ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ เทียนดำ ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง ผลราชดัดขั้ว ๑ ผลโหระพา ๑ ผลผักชีทั้ง ๒ เอาสิ่งละ ๒ สลึง เปราะหอม ๑ เปลือกสมุลแว้ง ๑ จันทร์เทศ ๑ จันทร์แดง ๑ เอาสิ่งละ ๓ สลึง ขิงแห้ง ๑ พริกไทย ๑ ดีปลี ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำบริสุทธิ์ ๑ สหัศคุณเทศ ๑ รากจิงจ้อ ๑ รากส้มกุ้งน้อย ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท เนื้อสมอไทย ๑ กานพลู ๑ ผลจันทร์ ๓ การะบูร ๑ เอาสิ่งละ ๒ บาท ยางสลัดใดประสะแล้ว ๘ บาท รวมยา ๒๕ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดด้วยน้ำพิกัตเบ็ญจกูลต้มทำแท่งไว้ละลายน้ำผึ้งให้รับประทานตามกำลังคนไข้ ชำระอุจจาระธาตุอันเกิดแต่กองมหาภูตรูป คือชำระธาตุโรคนั้น

อนึ่ง วิธีประสะยางสลัดใดนั้น ให้เอายางใส่ในถ้วยหรือชามแล้วต้มน้ำให้เดือดรินใส่ลงในถ้วยยาง แล้วกวนไปถ้าน้ำนั้นเย็นก็ให้รินน้ำออกเสีย เอาน้ำร้อนเติมลงอีก กวนไปกว่ายางนั้นจะสุกทั่วกัน เมื่อยางนั้นสุกดีแล้วให้รินน้ำออกเสียเปนใช้ได้ หรือจะประสะอีกอย่างหนึ่งก็ได้ คือให้เอาน้ำใส่กะทะตั้งไฟจนน้ำเดือด แล้วเอาน้ำเย็นเติมลงในถ้วยยางหน่อยหนึ่ง แล้วเอาถ้วยยางตั้งลงในกะทะ (แต่อย่าให้น้ำในกะทะลงในถ้วยยางได้) กวนไปจนยางนั้นสุกทั่วกัน แล้วรินน้ำในถ้วยยางนั้นออกเสียเปนใช้ได้

อนึ่งยาพรหมภักร์ทั้ง ๓ ขนานนั้น เปนยาชำระประเมหะ คือเมือกแลมันให้สิ้นโทษลามกในกองอุจจาระธาตุ ทำอุจจาระธาตุให้เปนปรกติ ถ้าจะให้รับประทานยานี้ ให้ตรวจดูอาการคนไข้เสียก่อน ถ้าเปนโทษอุจจาระธาตุดังกล่าวมาแล้วนั้น แต่กำลังคนไข้จะควรวางยาขนานใด ก็ให้รับประทานเวลาเช้าละลายน้ำผึ้ง ทำเปนก้อนประมาณเท่าเมล็ดในพุดทราเปนอย่างกลาง เวลากลางวันถ้ามีอาการระทวยอ่อนเพลีย ควรจะวางยาทิพโอสถละลายน้ำสุกแซกพิมเสนหญ้าฝรั่น เวลาบ่ายวางยาหอมเนาวโกฐละลายน้ำสุกแซกพิมเสน ถ้ายังเบื่ออาหารละลายน้ำผลกระดอมต้มแซกพิมเสน เวลาเย็นวางยามันทธาตุละลายน้ำร้อน ถ้าปวดมวนละลายน้ำหัวกะชายต้ม ถ้าลงบ่อยๆ ละลายน้ำเปลือกแคต้ม เวลากลางคืนวางยาธาตุพิบัติละลายน้ำร้อน ถ้าจะให้หน่วงคุมเข้าให้แทรกกะทือหมกไฟ แล้วตรวจดูอาการคนไข้ต่อไป ถ้าเห็นว่าสิ้นโทษลามกแล้ว จึงวางยาอัศฎาธิวรรคต่อไป

ยาชื่ออัศฎาธิวรรค เอาดอกบุนนาก ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เทียนดำ ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ขิงแห้ง ๑ รากเจตมูลเพลิงแดง ๑ รากช้าพลู ๑ ดีปลี ๑ เถาสะค้าน ๑ กะทือแห้ง ๑ ไพลแห้ง ๑ ข่าแห้ง ๑ กระชายแห้ง ๑ หัวหอม ๑ หัวกะเทียม ๑ ขมิ้นอ้อยแห้ง ๑ ผลมะตูมแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ยาดำบริสุทธิ์ ๕ สลึง สมอเทศ ๑ สมอพิเภก ๑ เอาสิ่งละ ๒ บาท สมอไทย ๖ บาท เปลือกไข่เหน้า ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากอ้ายเหนียว ๑ กะพังโหม ๑ เอาสิ่งละกำมือ ชุมเห็ดไทยต้นขนาดกลาง ๑ ต้น กะเพราต้นขนาดกลาง ๑ ต้น ฝักราชพฤกษ์ ๑๐ ฝักเอาแต่เนื้อ ขยำกับน้ำเปนกระสายใส่ในยา ต้ม ๓ เอา ๑ ให้รับประทานเวลาเช้าแก้อุจจาระธาตุลามก ให้ปวดท้องให้ไปอุจจาระวันละ ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง กลิ่นเหน้าเหม็นแก้อาเจียรแก้จุกเสียด บริโภคอาหารมิได้ แก้วาโยกลัดช่วงทวารแลแก้ริศดวงทั้งปวง แลเวลากลางวันให้วางยาหอมเนาวโกฐหรืออินทจักรก็ได้ เวลาบ่ายให้ยาประสะน้ำขิงละลายน้ำร้อน เวลาเย็นให้ยามันทธาตุ เวลากลางคืนให้ยาธาตุพิบัติ ถ้าอาการค่อยคลาย สีอุจจาระดี แลเปนมูลเข้าไปอุจจาระก็น้อยครั้ง รับประทานอาหารค่อยมีรสขึ้นบ้างแล้ว ควรให้ยาอินทรีย์ธาตุแลยาสมุฏฐานธาตุแก้ในกองมหาภูตรูปให้ต้องตามฤดู, อายุ, กาล, สมุฏฐาน แต่เวลาเช้าควรให้ยาอัศฎาธิวัครับประทานให้ระบายไว้ ถ้าจะเว้นเสียบ้างก็ได้บางครั้ง แต่เวลากลางวันควรให้ยาหอมรับประทานทุกวัน คือยาทิพโอสถยาหอมเนาวโกฐ ยาหอมอินทจักร เปนต้น

ยาอินทรีย์ธาตุอาโป เอารากพุดซ้อน ๑ รากคัดเค้า ๑ รากประคำดีควาย ๑ รากส้มกุ้งน้อย ๑ รากส้มป่อย ๑ รากชุมเห็ดไทย ๑ รากชุมเห็ดเทศ ๑ แก่นแสมสาร ๑ แก่นแสมทเล ๑ ชะเอมไทย ๑ ผลมะเกลือ ๑ กระเพราแดง ๑ บอระเพ็ด ๑ เทียนดำ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ดีปลี ๑ เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิงแดง ๑ ขิงแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๒ บาท รากช้าพลู ๑๒ บาท รวมยา ๑๙ สิ่งนี้ต้มรับประทานเช้าเย็นก็ได้ แก้อินทรีย์ธาตุอาโปเกิดในอสุรินทัญญาณธาตุ แก้อาเจียรเจริญอาหารให้ตั้งสุคติธาตุ

ยาชื่อเบ็ญจะอำมฤตย์ เอามหาหิงคุ์ ๑ ยาดำบริสุทธิ์ ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง รงทอง ๒ สลึง มะกรูด ๓ ผล (เอามหาหิงคุ์, ยาดำ, รงทอง ใส่ในมะกรูดสิ่งละผล แล้วเอามูลโคพอกสุมไฟแกลบให้สุก) ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ พริกไทย ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง รากทนดี ๑ บาท ดีเกลือ ๔ บาท ยา ๕ สิ่งนี้ประสมกับมะกรูดที่สุมไว้ทำเปนจุณละลายน้ำ ส้มมะขามเปียกให้รับประทานหนัก ๑ สลึง ฟอกอุจจาระอันลามกให้สิ้นโทษ ชำระลำไส้ซึ่งเปนเมือกมันแลปะระเมหะทั้งปวง

ยาชื่ออำมฤตย์ เอาเทียนทั้ง ๕ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ พริกไทย ๑ เนื้อผลสมอไทย ๑ เนื้อผลสมอพิเภก ๑ ผิวมะกรูด ๑ รากทนดี ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง ว่านน้ำ ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ มหาหิงคุ์ ยาดำบริสุทธิ์ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท โกฐน้ำเต้า ๓ บาท รวมยา ๑๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดด้วยน้ำมะขามเปียกทำแท่งไว้ละลายน้ำผลสมอไทย ต้มให้รับประทานตามกำลังคนไข้ ฟอกอุจจาระธาตุอันลามกในกองอะชิณโทษ ซึ่งเปนอะสาทิยะลามกนั้นให้ตกสิ้น แลเจริญสุคติธาตุโดยธรรมดา

ยาชื่อประสะผลสมอไทย เอาเกลือสินเธาว์ ๑ หัวอุตพิด ๑ ผลผักชีลา ๑ ขิงแห้ง ๑ รากเจตมูลเพลิงแดง ๑ รากช้าพลู ๑ เถาสะค้าน ๑ ดีปลี ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง ผลจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ เอาสิ่งละ ๓ สลึง โกฐหัวบัว ๑ โกฐเขมา ๑ มหาหิงคุ์ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท รากจิงจ้อเหลี่ยม ๒ บาท เนื้อผลสมอไทย ๖ บาทสลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ทำเปนจุณ ละลายน้ำตรีผลาต้มให้รับประทานประสะกลิ่นอุจจาระธาตุให้สิ้นโทษ แลฟอกมูลลามกให้คืนเปนปรกติ แก้จุกเสียดขบแทง แก้ลมพานใส้ให้เคลื่นเหียน แก้อุจจาระกลัดเปนพรรดึก แก้อำพฤกษ์แลกล่อนกระไษย

ยาชื่อประสะกานพลู เอาเทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ ขิงแห้ง ดีปลี ๑ พริกไทย ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง น้ำประสานทองจีนสตุ ๑ ไพลแห้ง เอาสิ่งละ ๒ สลึง โกฐสอ ๑ สุพรรณถันแดง ๑ สุพรรณถันเหลือง ๑ กฤษณา กะลำภัก ๑ การะบูร ๑ เปลือกเพกา ๑ เปลือกขี้อ้าย ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท กานพลู ๙ บาท ๒ สลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดด้วยน้ำครั่งต้มทำแท่งไว้ ละลายน้ำร้อนแซกไพล แซกกะทือหมกไฟก็ได้ รับประทานแก้อุจจาระธาตุอันลามก ซึ่งทำให้ปวดมวนเปนเสมหะโลหิต

(จบเรื่องอุจจาระธาตุลามกแต่เพียงนี้)