ประวัติการแพทย์แผนจีน

การจะเรียนรู้ศาสตร์การแพทย์แผนจีนให้รู้จริงจำเป็นต้องรู้ประวัติความ เป็น มาของการก่อกำเนิดของแพทย์แผนจีนว่ามีความเป็นมาอย่างไร รู้ที่มาของแหล่งความรู้ของแพทย์แผนจีนที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์รับรู้ สิ่งต่างๆจากการต่อสู้กับธรรมชาติ  อยู่ร่วมกับธรรมชาติ  การก่อเกิดและการพัฒนาองค์ความรู้ของศาสตร์การแพทย์แผนจีน ล้วนเป็นไปตาม การพัฒนาทางการผลิตและกำลังการผลิตของสังคมมนุษย์   

แพทย์จีนในแต่ละยุคได้บุกเบิกหนทางลงเรี่ยวลงแรงในการค้นคว้า ปฏิบัติ จดบันทึก สรุปเรียบเรียงจนกลายเป็นทฤษฏีที่ค่อยๆมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จนสามารถกลายคลังทางปัญญาให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาสืบต่อกันมา   ประวัติความเป็นมาของแพทย์จีน ท่านอาจารย์วิทิต บรรณนาวิบูลและท่าน นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ทางเลือก ได้เขียนเป็นภาษาไทยไว้อย่างละเอียด เป็นระบบ  และง่ายแก่การเข้าใจน่าอ่านน่าศึกษาค้นคว้าที่สามารถหามาอ่านได้ง่าย 

การแพทย์แผนจีนมีประวัติมายาวนานมากว่าห้าพันปี เกิดจากการเรียนรู้และเข้า ใจธรรมชาติตลอดจนการปรับตัวให้สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติที่เป็นจริง การดำรงอยู่ของมนุษย์ต้องมีการต่อสู้เพื่อดำรงชีวิต ต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ต้องต่อสู้กับธรรมชาติ ตั้งแต่ความร้อนความหนาวของดินฟ้าอากาศ ความร้ายกาจของสิงสาราสัตว์นานาชนิด ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่คอยเบียดเบียน จากความสามารถของคนในการดัดแปลงธรรมชาติมารับใช้ตน ประดิษฐ์เครื่องมือ เพื่อขุดหาอาหารและล่าสัตว์ จากการใช้ไม้ใช้หินมาเป็นเครื่องมือ การถูกทิ่มแทงแล้วทำให้อาการป่วยไข้หาย ก็จะเก็บเป็นบทเรียน ค่อยๆพัฒนาจนมาเป็นเข็มในปัจจุบัน จนเริ่มค้นพบและรู้จักการใช้ไฟ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทางการแพทย์ เพราะมนุษย์เริ่มจากบริโภคของสุกจากไฟและใช้ไฟให้ความอบอุ่นร่างกาย จึงกล่าวได้ว่า ตั้งแต่มนุษย์ดึกดำบรรพ์อุบัติขึ้นความเคลื่อนไหวด้านการแพทย์ก็ได้เริ่ม ต้นและมีการวิวัฒนาการมาตลอด

ความจัดเจนในการใช้แรงงานส่งผลให้เครื่องมือการผลิตพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้น อาหารที่หามาบริโภคจึงมีเหลือ มนุษย์ก็เริ่มอยู่กันเป็นหลักแหล่ง เป็นกลุ่มก้อน การพยายามค้นหาพืชพันธ์ธัญญาหารมาปลูกไว้เพื่อบริโภค เฝ้าสังเกตพืชภัณฑ์ที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ก็เริ่มมีมากขึ้น

ในก่อนคริสศักราช 1766-1122 เป็นยุคทาสในสมัยเซี่ยและชาง หัตถกรรมในสมัยนี้ได้มีการแบ่งงานตามความสามรถ เช่น งานไม้ งานโลหะ งานปั้น งานหิน งานเครื่องปั้นดินเผา งานเหล็กหล่อ ทำภาชนะที่สามารถ บรรจุของเหลวและค้นพบวิธีหมักเหล้า และมีการนำเหล้ามาใช้ในการแพทย์ในหนังสือ “หวงตี้เน่ยจิง” ในสมัยนี้ก็มีบันทึกความเข้าใจคุณสมบัติของยา   

ต่อจากสมัยชางก็มาถึงสมัยโจวและชุนชิว โดยเฉพาะปลายสมัยชุนชิว ปรัชญาความคิด วรรณคดี และวัฒนธรรมของจีนได้พัฒนาไปมาก เหล่าจื่อ ขงจื๊อ เมิ่งจื๊อ เป็นต้นก็เกิดขึ้นในสมัยนี้ ทฤษฏีว่าด้วยยินหยางอู่สิง (ปัญจธาตุหรือธาตุทั้ง5) ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ เพื่ออธิบายคุณสมบัติและความสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย ได้ปรากฏ ในคัมภีร์ “หวงตี้เน่ยจิง” หรือเรียกสั้นๆว่า “เน่ยจิง” ซึ่งเป็นตำราแพทย์ที่รวบรวมเอาประสบการณ์ทางการแพทย์ตั้งแต่ สมัยโบราณมาจนถึงสมัยชุนชิว และยังได้ประสานกับความคิดทางปรัชญาในยุคนั้น ให้เป็นทฤษฎีการแพทย์ที่มีระบบและลักษณะพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทฤษฎีการแพทย์จีนในระยะต่อมา คัมภีร์เล่มนี้ไม่ได้เขียนโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือชนชาติใดชนชาติหนึ่งและไม่ใช่เขียน ขึ้นในสมัยเดียว แต่เป็นคัมภีร์ที่ได้รวบรวมและสรุปประสบการณ์ทางการแพทย์ ของชนชาติต่างๆในประเทศจีนที่ได้ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บเป็นเวลายาวนาน คัมภีร์ “เน่ยจิง” จึงมีความสำคัญยิ่งต่อการแพทย์จีนตั้งแต่อดีตมาจนทุกวันนี้

ซวีจือฉาย เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงมาก ผลงานทางการแพทย์ของเขาคือ รวบรวม จัดระบบยาสมุนไพรพัฒนาตำรับยา ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปเพื่อรักษาโรค จนกลายเป็นกฏเกณฑ์เป็นที่ยึดถือของแพทย์จีนยุคต่อ ๆ มาในการรวมและจัดระบบยาสมุนไพรเป็นตำรับ ทำให้ยาออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ ตำรับหนึ่งๆจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มลดตัวยาหรือน้ำหนัก ฤทธิ์ของยาก็จะแตกต่างกันไป บันทึกตำรับยาในสูตรหนึ่งๆจะประกอบด้วย “ยาหลัก ยารอง ยาเสริม และยาประสาน”

การแพทย์ในสมัยจ้านกว๋อ ได้กำเนิดทฤษฎี ลิ่วชี่ ลิ่วหยิง (ชี่ทั้ง 6 พิษชี่ทั้ง 6) และแบ่งสาเหตุของโรคเป็น 2 อย่าง คือสาเหตุจากภายในและภายนอก รวมถึงสาเหตุที่เกิดจากมีเพศสัมพันธ์มากเกินไป ทำงานมากเกินไป การกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น ในสมัยนี้ยังมีแพทย์จีนที่มีชื่อ เปี้ยนเซี้ย ที่มีความสามารถในการวินิจฉัยโรคด้วยการสังเกตุดูสีหน้า จนสามารถแยกแยะ ตำแหน่งโรค  จากนอกสู่ในได้อย่างชัดเจน ท่านเป็นแพทย์ที่มีความรู้ทางการแพทย์สาขาต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ท่านเป็นแพทย์จีนคนแรกที่ใช้วิธีแมะมาช่วยวินิจฉัยโรค จนมีชื่อเสียงเลื่องลือในสมัยนั้น

 ต่อมาในสมันฉิน-ฮั่น ในสมัยนี้ได้มีแพทย์ที่มีชื่อเสียงมากหลายท่าน เช่น 
ฉุนอีอี้ ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากอาจารย์นาน 3 ปีจนมีความรอบรู้และเชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรอย่างดีเยี่ยม ริเริ่มให้มีการบันทึกประวัติอาการของผู้ป่วย ใส่ใจในการแมะและดูสีหน้าผู้ป่วย จนมีชื่อเสียงโด่งดัง 

จางจงจิ่ง เนื่องจากเกิดโรคระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บปลดเปลื้องความทุกข์ของประชาชนจากโรคร้าย จางจงจิ่งจึงได้รวบรวมทฤษฎีและประสบการณ์ทางการแพทย์ในตำราเน่ยจิงและหนาน จิงเป็นพื้นฐาน เขียนตำรา “ซางหานจ๋าปิ้งลุ่น” ซึ่งเป็นตำราที่อธิบายโรคติดต่อซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก จากนั้นยังได้รวบรวมเอาหลักทฤษฎี วิธีการรักษา ตำรับยาและตัวยาสมุนไพรมาประสานกับการรักษาอย่างมีกฎเกณฑ์ แล้วยังแบ่งซาง หานออกมาเป็นตอนๆอย่างละเอียด โดยเอาเส้นลมปราณทั้ง 6 มาอธิบายขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลงของโรค กำหนดกฎเกณฑ์ทั่วไปในการวินิจฉัยโรค เป็นต้นตำรับปากังเปี้ยนเจิ้ง ตำรา “จินกุ้ยเอี้ยวเลวี่ย” ก็เป็นผล งานอีกเล่มหนึ่งของจางจงจิ่งที่กล่าวถึงวิธีการรักษาโรคภายใน โดยอาศัยเน่ยจิงและหนานจิงเป็นพื้นฐาน ใช้ทรรศนะที่มองสรรพสิ่งอย่างเป็น เอกภาพและนำเอาทฤษฎีวิเคราะห์โรคอย่างรอบด้านและดำเนินการรักษามาอธิบายถึง สาเหตุของโรค การรักษาและป้องกันโรคอย่างเป็นระบบ เป็นพื้นฐานสำคัญในทางทฤษฎีที่แพทย์รุ่นหลังยึดถือสืบต่อกันมา

ฮวาถอ ในสมัยสามก๊ก ท่านเป็นแพทย์จีนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในมณฑลเจียงซูและซานตงในสมัยนั้น มีความสามารถในการรักษาโรคมาก สามารถใช้เข็มเล่มเดียวปักให้โจโฉหายปวดหัวได้ และเป็นแพทย์จีนท่านแรกที่มีความรู้เรื่องการผ่าตัด แต่เนื่องจากไม่ยอมรับใช้ราชสำนักจึงถูกสั่งประหารชีวิต ตำราที่ท่านได้รวบรวมมาชั่วชีวิตต้องเผาทิ้งตามไปด้วย เพราะด้วยความกลัวภัยมาถึงตัวจึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะช่วยเก็บรักษาไว้

การแพทย์ช่วงปลายสมัยสามก๊ก จนกระทั่งสองจิ้นและหนานไป่ฉาวเกิดสงครามรบราฆ่าฟันกันมาก ประชาชนอดอยากแร้นแค้น ตำราแพทย์จำนวนมากได้ถูกทำลายและหายสาบสูญ แต่ก็มีแพทย์ที่มีชื่อเสียงมากมายที่ทำให้การแพทย์พัฒนายิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ทฤษฎีซางหาน แมะ ปักเข็ม เภสัชศาสตร์และตำรับยา สมัยนี้พระสงฆ์ยังศึกษาการแพทย์จนสามารถแยกแยะ วิเคราะห์ตำรายาตลอดจนทำการปรุงยาเป็นผงและเม็ดลูกกลอนทำการรักษาแก่ผู้ป่วย ด้วย 

หวางซู่เหอ เป็นผู้เรียบเรียงตำราของ จางจงจิ่ง ที่ได้สมญาว่าเป็น “บิดาแห่งตำรับยา” และจางจงจิ่งก็ได้รับสมญาว่าเป็น “บิดาแห่งการแพทย์จีน”

หวงฟู่มิ ได้อาศัยเขียนตำรา “เจี่ยอี้จิง” โดยอาศัยทฤษฏี “เน่ยจิงซู่เวิ่น” และ “หลิงซู”เป็นบรรทัดฐาน ทั้งยังได้รวบรวมเอาประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนมาจัด ระบบเส้นและจุดต่างๆจนกลายมาเป็นทฤษฏีเส้นลมปราณหลัก 12 เส้น เส้นลมปราณพิเศษ 8 เส้นที่ค่อนข้างสมบูรณ์ จนเป็นพื้นฐานของวิชาฝังเข็มในเวลาต่อมา 

ถาวหงจิง ได้รวบรวมสมุนไพรที่มีอยู่ 365 ชนิดใน “เสินหนงเปิ่นฉ่าวจิง” มารวมเข้ากับตำรา “หมิงอีเปี๋ยลู่” ซึ่งมีสมุนไพรอยู่ 365 ชนิดเช่นกันรวมเป็น 730 ชนิด และยังเขียนตำรายาสมุนไพรชื่อ “เปิ่นฉ่าวจิงจิจู้”ด้วย

ในสมัยสุยและถัง การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับต่างประเทศมีมาก ขึ้น ความรู้เกี่ยวกับเภสัชศาสตร์หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศจีนในปี ค.ศ 659 ทางราชสำนักได้แต่งตั้งชูจิ้งและคณะ 22 คนเขียนตำรา ซินชิว เปิ่นฉ่าว ที่บันทึกยาสมุนไพรมากกว่าที่บันทึกไว้ในเสินหนงเปิ่นฉ่าวจิงที่เขียนโดยถา วหงจิ่งถึง114ชนิด และมีสมุนไพรของต่างประเทศ เช่นอินเดีย อิหร่านอีกหลายชนิด ในยุคนี้ได้มีแพทย์ผู้มีชื่อเสียงและมีผลงานเป็นคุณูปการแก่แพทย์จีนหลายท่าน เช่น ฉาวเยวียนฟาง ท่านศึกษาและรวบรวมข้อมูลทั้งของจีนแต่โบราณของชนชาติต่างและ ความคิดของเต๋า การรักษาโรคบางอย่างของอินเดีย เขียนเป็นตำรา “จูปิ้งเหยียนเฮ่าลุ่น” มี 50 บท 67 ประเภทโรค 1720 โรค จนกลายเป็นบรรทัดฐานในการวินิจฉัยโรค จุดเด่นของตำราเล่มนี้ บอกเฉพาะสาเหตุและอาการโรค ไม่ได้บอกการใช้ยา แต่จะบอกเรื่องการรมด้วยโกฏจุฬาลัมพา   

ซุนซือหม้อ มีความสามารถพิเศษในเรื่องโรคเหน็บชา และได้เขียนบันทึกไว้ในตำรา “เชียนจินเอี้ยวฟัง” และ “เชียนจินอวี้ฟาง” 

หวังถาว เขียนตำราที่มีเนื้อหา วิชาอยุรกรรม โรคหู คอ จมูก ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ ตลอดจนวิธีปฐมพยาบาลยามฉุกเฉิน โดยวิธีเขียนของเขาจะวินิจฉัยโรคก่อน แล้วค่อยบอกตำรับยาและยาที่ใช้ 

สมัยซ่งได้มีการเรียบเรียงตำราแพทย์ไว้มามาย ยังได้มีการพิมพ์หนังสือการ แพทย์ที่เขียนขึ้นสมัยถัง ได้แก่ หวงตี้เน่ยจิง ม่ายจิง หนานจิง เจี่ยอี้จิง ซางหานลุ่น จินกุ้ยเอี้ยวฟัง เสินหนงเปิ่นฉ่าวจิง ฉาวซื่อจูปิ้งเหยียนเฮ้าลุ่น เซียนจินเอี้ยวฟาง เชียนจินอวี้ฟางและว่ายถายปี้เอี้ยว การเขียนตำราแพทย์โดยหน่วยงานรัฐบาล เริ่มมีครั้งแรกในสมัยซ่ง เช่น (1) เจิ่งเล้ยเปิ่นฉ่าว รวบรวมยาสมุนไพรและวาดภาพต้นยาแต่ละชนิดไว้ด้วย (2) ไท้ผิงเซิ่นหุ้ยฟาง (3) ไท้ผิงหุ้ยหมิงเหอจี้จี๋ฟาง เขียนโดย เฉินซือเหวิน”และแพทย์อีกหลายคน (4) เซิ่งจี้จ่งลุ่น เป็นต้น 

ในสมัยซ่งยังได้หล่อหุ่นแสดงจุดฝังเข็ม ในช่วงนี้เหวยอี้หลิน ได้เขียน ตำราเกี่ยวกับการรักษาอาการกระดูกหัก กระดูกหลุด และกระดูกสันหลังหัก ชื่อ อีเต๋อเซี่ยวฟาง
ยังมีแพทย์จีนที่มีชื่ออีกมากมาย ในสมัยจิน เช่น หลิวเหอเจียน ที่ใช้ยาเย็นรักษาโรคร้อน  เขียนตำรา หยวนปิ้งสือ 
จางจื่อเหอ เป็นสำนัก ขับพิษทางเหงื่อ อาเจียน ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เรียกว่าสำนัก ขับพิษภายนอก 
หลี่ตงหยวน เป็นสำนัก เกี่ยวกับม้าม เขียนตำรา “ผีเว่ยลุ่น” การรักษาโดยวิธีบำรุงม้าม 
จูตานซี สำนัก บำรุงยิน  คิดค้นทฤษฎี “หยางมักจะเกิน ยินมักจะขาด” การรักษาใช้วิธีบำรุงยินเป็นหลัก 
ในสมัยหมิง  มีแพทย์ที่มีชื่อ  หลี่สือเจิน   ได้ จัดหมวดหมู่ยา เช่น พืช โลหะ สัตว์  อธิบายสรรพคุณของยา  แก้ไขข้อผิดพลาดของคนรุ่นก่อน เพิ่มเติมส่วนที่ขาดหายไป   ท่านได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการเขียนเป็น ตำรา “เปิ่นฉ่าวกางมู่”  การอ่านแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 3 ครั้ง เนื้อหาของตำราจึงสมบูรณ์มากเล่มหนึ่ง  นอกจากเล่มนี้แล้วยังได้เขียนตำรา ชื่อ “ปิงหูม่ายเสีย”และ “ฉีจิงปาม่าย”
           ในสมัยนี้ยังมีแพทย์ อู๋อิ่วสิ้น  เขียนตำรา  เวินอี้ลุ่น และปู่อี้  เขาค้นพบโรคที่เกิดจากความผันผวนของอากาศที่ผิดปรกติไปจากฤดู ทั้ง 4 เป็นผลให้เกิดโรคระบาด  เรียกว่า เวินอี้  โรคประเภทนี้คล้ายซางหาน แต่แม้จะมีอาการคล้ายกัน  แต่โรคต่างกัน  ตำราแพทย์สมัยก่อนไม่สามารถแยกได้อย่างชัดเจน  
           ในสมัยชิง  ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ  ซู่เวิ่นและหลิงซู  ซางหานลุ่นและจิงกุ้ยเอี้ยวเลวี่ย  และศึกษายาสมุนไพรจนเขียนเป็นตำรับตำราอีกมากมาย  แต่ที่เด่นก็คือ เกิดทฤษฎี เวินปิ้ง  ที่เกิดจากปัจจัยภายนอกกระทำต่อร่างกายทำให้เกิดโรคร้อน และได้เขียนตำรา  เวินปิ้งลุ่น เวินเจิ้นลุ่น  หลินเจิ้นจื่อหนาน เวินปิ้งเถียวเปี้ยนและเวินเย่อจิงเว่ย จนกลายเป็นตำราที่ใช้ค้นคว้าศึกษา ทางวิชาการแพทย์จีนเกี่ยวกับเวินปิ้งในเวลาต่อมา 
          หลังสงครามฝิ่นกระแสการแพทย์ตะวันตกก็หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศจีนอย่างยากจะ หยุดยั้งได้  ในเมืองใหญ่ๆการแพทย์จีนก็ถูกเบียดจนเกือบตกขอบเช่นกัน  แต่เนื่องจากประเทศจีนมีผืนดินอันกว้างใหญ่  มีพื้นที่จำนวนมากที่การแพทย์ตะวันตกเข้าไม่ถึง   ชาวบ้านก็ยังคงใช้ยาจีนโบราณมารักษาการเจ็บไข้ได้ป่วยกันเรื่อยมา  บวกกับ มีเขตแดงของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ต้องใช้สมุนไพรมารักษาความเจ็บป่วยในสภาพที่ ยากลำบาก  การแพทย์แผนจีนจึงยังคงดำรงอยู่ได้ และหลังจากสถาปนาจีนใหม่    รัฐบาลก็ได้ส่งเสริมการแพทย์แผนจีน  ยกระดับให้เท่าเทียมกับการแพทย์แผน ปัจจุบัน  

          ปัจจุบันความก้าวหน้าของแพทย์แผนจีนในประเทศจีนยิ่งลึกซึ้ง   กว้าง ขวาง   มีการค้นคว้าวิจัยเชิงวิชาการมากมาย   การแพทย์แผนจีนในประเทศจีนจึงทันสมัยขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นที่ยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก  รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย 
          จะ เห็นได้ว่าการแพทย์แผนจีนได้พัฒนามาเรื่อยๆตามการพัฒนาของเศรษฐกิจและสังคม ในแต่ละยุคสมัย    แพทย์จีนที่มีชื่อเสียงต่างๆก็เกิดขึ้น ท่ามกลางการทำงานและการค้นคว้าสืบทอดจากคนรุ่นก่อน  ปัญญาชนทางการแพทย์ใน สมัยนั้นได้จดบันทึกสิ่งที่เป็นประสบการณ์ของตัวเอง  รวบรวมความจัดเจนของคนรุ่นก่อน  พัฒนาในสิ่งที่ดีแก้ไขในสิ่งที่ยังไม่ สมบูรณ์  และที่สำคัญที่สุดคือถ้างานการแพทย์ในสมัยใดได้รับการสนับสนุนจาก ภาครัฐ  งานการแพทย์ก็จะก้าวรุดหน้าไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว   ก็คงเหมือนเช่นการแพทย์จีนในประเทศไทยทุกวันนี้ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของกระทรวงสาธารณสุขได้ใส่ใจที่จะให้แพทย์แผนจีน  เกิด  อยู่ได้    และพัฒนาก้าวหน้าต่อไป