การแพทย์พื้นบ้านของไทย  เป็นการดูแลสุขภาพที่มีมาแต่ดั้งเดิมพร้อมๆ กับการกำเนิดของชาติไทย  เกิดจากการเรียนรู้ธรรมชาติ  ลองผิดลองถูก  และจดจำบอกเล่าสืบต่อกันมา  มีความแตกต่างกันไปตามสิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์  เศรษฐกิจ  สังคม  วัฒนธรรม  และความเชื่อต่างๆ  เช่น  การแพทย์และสมุนไพรภาคเหนือ  ภาคใต้  เป็นต้น

สำหรับการแพทย์พื้นบ้านอีสานเป็นกระบวนการที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างปัจจัยต่างๆ  เช่น  สภาพภูมิศาสตร์  ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์  และกระบวนการทางวัฒนธรรมนำไปสู่การทดลองเรียนรู้  การถ่ายทอดในกลุ่มของตนเอง  การแพทย์พื้นบ้านอีสานประกอบด้วยการป้องกัน (Prevention)  และการรักษา  (Curation)  และใช้วิธีทางธรรมชาติ  ไสยศาสตร์  และพุทธไสยศาสตร์
 
ชาวอีสานเชื่อเรื่องผี  เชื่อว่าผู้มีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่คือ  ผีแถน  หรือผีฟ้าพญาแถน  แถนเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง  ให้กำเนิดดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  โลกและมนุษย์  ผีที่ใกล้ชิดชาวบ้านอีสานมากที่สุดคือ  ผีปู่ตา  ซึ่งถือว่าเป็นผีบรรพบุรุษที่มาคอยปกปักรักษาลูกหลาน  คอยช่วยเหลือชาวบ้านที่มีทุกข์ร้อน  ชาวบ้านจะสร้างศาลปู่ตาไว้ที่ป่าใกล้บ้านเรียกว่า ป่าปู่ตา  เป็นป่าที่ศักดิ์สิทธิ์
 
นอกจากนี้ชาวอีสานยังเชื่อเรื่องขวัญว่าขวัญเป็นสิ่งรวมศูนย์ชีวิตแต่มองไม่ เห็น  สัมผัสไม่ได้  มีการทำพิธีสู่ขวัญหรือเรียกขวัญเพื่อสร้างกำลังใจในการดำเนินชีวิต ในพิธีชาวบ้านจำนวนมากจะเอามือแตะตัวอีกคนต่อๆ กันเพื่อจะรวมกันส่งพลังให้จนถึงบุคคลหนึ่งที่พวกเขาช่วยกันเเรียกขวัญกลับ มาเป็นสัญลักษณ์ว่าชุมชนระดมจิตใจมาช่วยส่งเสริมเจ็บป่วยหรือผู้ที่มีปัญหา หรือผู้ที่เขาต้องการให้แช่มชื่น  เช่น  สู่ขวัญเด็ก  สู่ขวัญบ่าวสาว  สู่ขวัญคนป่วย  เป็นต้น ชาวอีสานเชื่อว่าสาเหตุของการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากสาเหตุต่างๆ  มากมายหลายประการ  เช่น  เจ็บป่วยเพราะผีเข้า  เจ็บป่วยเพราะกินเหล้าเมายา( ยาเสพติด )  เจ็บป่วยเพราะผิดคำบนบานศาลกล่าว  เจ็บป่วยเพราะความชรา  เจ็บป่วยเพราะโศกเศร้าเสียใจ  เจ็บป่วยเพราะกินอาหารแสลงขณะอยู่ไฟ  เจ็บป่วยเพราะกินอาหารไม่เลือก  เจ็บป่วยเพราะตกต้นไม้เพราะควายชน( อุบัติเหตุ )  เจ็บป่วยเพระถูกยาสั่งหรือถูกลองของ  เจ็บป่วยเพราะเป็นฝีในท้องหรือวัณโรค  เจ็บป่วยเพราะถูกทำร้ายร่างกาย  เจ็บป่วยเพราะมีพยาธิเข้าสู่ร่างกาย  เจ็บป่วยเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง  เจ็บป่วยเพราะคิดถึงคนรักที่อยู่ต่างแดน  เจ็บป่วยเพราะเกียจคร้าน  เจ็บป่วยเพราะต้องการให้ลูกหลานเอาใจ (คนแก่)  เป็นต้น
 
นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจดูอาการในการตรวจวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยดังนี้  ดูสีผิวและสีตาผู้ป่วย  จับดูขาจับดูแข้ง  ลูบคลำในบริเวณที่เจ็บป่วย  ดูความเย็นความร้อนของร่างกายผู้ป่วย  ดูอาการหายใจของผู้ป่วย  ดูสีไฝและสีปานของผู้ป่วย  ดูสีหน้าความแดงและความซีดของผู้ป่วย  เป็นต้น หมอพื้นบ้านอีสาน  สามารถจำแนกตามลักษณะของการรักษาอันเนื่องมาจากสาเหตุของโรค (etiology)  แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. หมอที่รักษาผู้ป่วยอันเนื่องมาจากสาเหตุของโรคที่เป็น “ธรรมชาติ”  หรือเนื่องมาจาก “พยาธิ”  และความผิดปกติของธาตุทั้งสี่  ได้แก่
  • หมอยาฮากไม้  เป็นหมอที่ใช้วิธีการรักษาด้วยสมุนไพร  แร่ธาตุบางชนิด  และเขี้ยวสัตว์  หรือส่วนต่างๆ ของสัตว์บางชนิด  โรคส่วนใหญ่ที่รักษาได้แก่  โรคเลือด  วิน( อาการปวดศีรษะ )    และอาการผิดปกติของหญิงแม่ลูกอ่อนหลังอยู่ไฟ
  • หมอเป่า  มีวิธีการรักษาด้วยการเป่าต่างๆ กันไป  ส่วนประกอบที่ใช้และพบบ่อย  คือ  ปูนกินหมาก  เคี้ยวกระทียมแล้วเป่า  เคี้ยวหมากเป่า  เคี้ยวใบไม้บางชนิดเป่า  เป็นต้น  โรคที่รักษาได้แก่  ถ้าเลิดเด็กน้อย  ปวดศีรษะ  โรคผิวหนังบางชนิด ( งูสวัด )  เป็นต้น  การที่หมอเป่าจะรักษาหายหรือไม่หายนั้น  หมอเป่าเชื่อว่าเป็นเรื่องของการทำบุญร่วมกันมาในชาติก่อนของหมอกับผู้ป่วย cheap replica designer handbags.
  • หมอน้ำมนตร์   เป็นการรักษาโดยการทำน้ำมนตร์และพรมไปตามส่วนที่บาดเจ็บ เช่น กระดูกเคลื่อน หัก อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุต่างๆ เช่น รถชน ตกต้นไม้ เป็นต้น
  • หมอเอ็น    เป็นการรักษาโดยใช้หัวแม่มือ และนิ้วชี้ สำหรับ จับเอ็นที่เคล็ดขัดยอก หรือกระดูกเคลื่อน.  

2. หมอที่รักษาด้วยพิธีกรรม/สาเหตุของโรคเนื่องจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติ
โรคเหนือธรรมชาติ ได้แก่ โรคเนื่องจากฝีต่าง ๆ เจ้าที่ หรือการปฏิบัติตนที่ละเมิดฝ่าฝืนทำนองคลองธรรมของครอบครัว หรือ ชุมชน การรักษาจะต้องมีพิธีกรรม หมอเหล่านี้ได้แก่

  • หมอพระ   เป็นพระที่มีหน้าที่รักษาโรค ได้แก่ อาการปวดหัว ปวดท้อง อารมณ์เสียบ่อย ๆ เป็นลมง่าย มีอาการชาตามตัว รักษาโดยการประพรมน้ำมนตร์ หรืออาบน้ำมนตร์ผูกแขนให้ และให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และให้สวดมนต์ก่อนนอน  ผู้ป่วยที่มามักเป็นผู้ป่วยที่ไปโรงพยาบาลแล้วหมอตรวจโรคไม่พบ ซึ่งหมอพระเชื่อว่า อาการต่าง ๆ เหล่านี้ มีสาเหตุมาจากผี หรือ ผีเฮ็ด ( ผีทำ )  ปัจจุบันหมอพระมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ
  • หมอลำผีทรง   ( หมอลำผีฟ้า )   ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงรักษาผู้ป่วยโดยการรำและมีแคนประกอบ  ส่วนประกอบสำคัญในพิธีกรรมคือ พาคาย  หรือถาดใส่แป้งกระแป้ง  กระจกส่องหน้าเล็กๆ  หรือน้ำมันใส่ผม  หมอแคนเป่าเพลง  วิธีการทำโดยหมอลำส่องกระจก  และเจรจาโต้ถามกับผี  จนในที่สุดผู้ป่วยลุกขึ้นฟ้อน   แสดงว่าผีที่เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยพอใจ และผู้ป่วยจะหายในที่สุด  หมอลำชนิดนี้รักษาผู้ป่วยได้เพราะมีผีเข้ามาเทียบ  ละเรียกชื่อตามผีนั้นๆ  เช่นหมอลำผีทรง  หมอลำผีฟ้า  ( ที่มาของผีทรง ละผีฟ้าแตกต่างกัน  หมอลำผีฟ้ามาจากที่สูงกว่า จากชั้น 9  แต่ผีทรงมาจากชั้น 5  )  ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเลือกหมดลำผีทรง ( ผีฟ้า)  เป็นการรักษาหลังสุด  หลังจากที่หมอรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้ว
  • หมอธรรม  ส่วนใหญ่หมอธรรมจะเรียนวิชามาจากวัด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่บวชเรียน  บางครั้งหมอธรรมถูเรียกว่า  หมอผี  เนื่องจากหมอธรรมรักษาผู้ป่วยอันมาจากผี  เช่น  ผีปอบ  หมอธรรมรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีนั่งธรรม  เพื่อหาสาเห๖ว่า “ ใคร ”  เป็นสาตุของความเจ็บป่วย  เช่น ผีต่างๆ  หรือ  การละเมิดกฏเกณฑ์ของครอบครัว  หรือชุมชน  และจะดำเนินการรักษาไปตามสาเหตุนั้น  ถ้าเป็นผีปอบ  หมอธรรมมักจะใช้ไม้เท้าอันเล็กๆ  หรือกาบกล้วยว่าคาถาแล้วตีไปที่ผู้ป่วยเพื่อไล่ให้ผีออก  หรือใช้วิธีสวดธรรมในกรณีที่ผู้ป่วยถูกผี ( ผีป่าผีเชื้อ )  มากลั่นแกล้ง  จบลงด้วยการสู่ขวัญ และอาบน้ำมนตร์ให้ผู้ป่วย  ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาหายแล้ว กับหมอธรรมจะเป็นลักษณะของ “ พ่อเลี้ยงกัลป์ปบลูกเลี้ยง ”  คือจะต้องระลึกถึงหมอธรรมอยู่เสมอ  โดยเฉพาะวันพระจะต้องนำดอกไม้สีขาวบูชาบนหิ้งของบ้านของผู้ป่วย  ส่วนวันเข้าพรรษาและวันออกพรรษาจะต้องไปแสดงมุทิตาจิตต่อหมอธรรม  ผูกข้อมือเพื่อความสุขสวัสดี  ผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นี้อาจจะล้มป่วยเอง  และชาวบ้านเรียกว่าป่วยเนื่องจาก “ ผิดของรักษา ”  ในสายตาของชาวบ้านแล้วหมอธรรมอยู่ในฐานะสูงกว่าหมอลำผีฟ้า  เพราะหมอธรรมใช้ธรรมรักษา  ส่วนหมอลำผีทรงใช้ผีซึ่งอยู่ในฐานะต่ำกว่าธรรม
  • หมอพร หรือ หมอสู่ขวัญ หรือพาม (พราหมณ์)  ถ้ามีความรู้ทางโหราศาสตร์  และดูฤกษ์ยามตลอดจนประกอบพิธีขึ้นบ้านใหม่  ทำพิธีก่อนลงเสาแฮก เสาขวัญ เรียกว่าพรม  ชาวบ้านเชื่อว่าสาเหตุของความเจ็บป่วยประการหนึ่งคือ  การที่ขวัญหนีคิง ( ขวัญหนีออกจากร่าง )  การที่จะให้มีร่างกายสู่สภาวะปกติจึงต้องเรียกให้ขวัญกลับเข้ามาอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย  การสู่ขวัญจึงเป็นการรักษา ( curative medicine )  การสู่ขวัญเพื่อให้ขวัญ “ แข็งแรง “  และเบิกบานเป็นการป้องกัน ( preventive medicine )  ได้แก่  การสู่ขวัญต้อนรับผู้มาเยือน  การสู่ขวัญแม่มาน ( หญิงมีครรภ์ก่อนคลอด )  การสู่ขวัญนาค  การสู่ขวัญพระก่อนเข้าพรรษา  เป็นต้น  เครื่องหมายที่แสดงว่าขวัญกลับเข้าอยู่ในร่างกาย  คือการผูกแขนด้วยฝ้าย  ตามสำนวนที่ว่า  ผูกเบื้องซ้ายขวัญมา ผูกเบื้องขวาขวัญอยู่  
  • หมอตำแย หมอตำแยที่เป็นผู้หญิงและผู้ชายสามารถปฏิบัติงานได้แตกต่างกันคือหมอตำแยผู้หญิงจะทำหน้าที่เฉพาะการทำคลอด และการทำความสะอาดเด็กเท่านั้น ส่วนขั้นตอนต่อไปคือพิธีกรรมการเอาแม่ลูกอ่อนอยู่ไฟนั้นเป็หน้าที่ของหมอเป่า หรือกรณีคลอดยากอาจต้องให้หมอเป่าทำน้ำมนต์ให้หญิงมีครรภ์ดื่มเรียกว่าสะเดาะ แต่หมอตำแยผู้ชายสามารถทำได้ทุกขั้นตอนคือตั้งแต่การทำคลอด การทำความสะอาดเด็ก จนกระทั่งถึงพิธีกรรมการเอาแม่ลูกอ่อนอยู่ไฟ เป็นต้น ฯลฯ